วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ออกแบบตกแต่งภายในสำนักงาน Office Interior Design


ออกแบบตกแต่งภายในสำนักงาน Office Interior Design

การออกแบบสำนักงานเพื่อการทำงานที่สะดวก และสามารถใช้พื้นที่สำนักงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ตลอดจนถึงการเลื่อกใช้วัสดุที่นำมาตกแต่งสำนักงานให้เข้ากับบรรยากาศการทำงาน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การกำหนดแนวความคิด รูปแบบของสำนักงานอย่างเหมาะสม สำนักงานที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือจะต้องสะท้อนจากการจัดระบบกายภาพและการบริหารการจัดการ การจัดพื้นที่ให้ใช้งานได้ดี สะท้อนการบริหารจัดการที่ดี การจัดวางพื้นที่และเครื่องเขียนทำให้การใช้สอยภายในสะดวกรวดเร็วมีผลต่อการประกอบการทางธุรกิจอย่างชัดเจนที่สุด ทุกสิ่งในพื้นที่มีผลต่อสายตากระทบจิตใจและพฤติกรรม

การออกแบบบางแนวทางช่วยกระตุ้นต่อมให้คนรู้สึกขยันขันแข็ง การออกแบบบางแนวคิดช่วยสร้างให้เกิดความรักในองค์กร การออกแบบที่สำเร็จบางชิ้นงานช่วยสร้างแรงผลักให้คนมีความคิดสร้างสรรค์


ที่มา : http://www.interiordesigna.com

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วัสดุแต่ละชนิดก็มีนิสัยเฉพาะตัว


มาทำความรู้จักกับความเป็นตัวตนของวัสดุแต่ละชิ้น ซึ่งบทความนี้จะเป็นการดีกับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์เป็นอย่างมาก เพราะว่าวัสดุเป็นสิ่งที่สำคัญของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมากๆเลยค่ะ วัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ทำให้ไม่สามารถแทนที่กันได้ทั้งหมด อีกทั้งวัสดุแต่ละประเภทยังมีเสน่ห์ต่างกัน แล้วแต่รสนิยมของเจ้าของบ้านด้วย


ไม้... เป็นวัสดุแรกๆที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง ด้วยการที่เป็นวัสดุทำมาจากธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอบอุ่น สวยงาม ทนทาน ดูแลรักษาไม่ยาก สามารถผลิตออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ดูโมเดิร์นก็ได้ หรือดูโบราณก็ดี ส่วนราคานั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความประณีต และชนิดของเนื้อไม้ที่นำมาใช้


-ไม้จริง สิ่งที่ต้องพิจารณาอันดับแรกคือ ความสวยงามของสีและลายไม้ ถ้าเป็นไม้หายาก ลายไม้จะสวยงาม แต่ก็จะแพง จากนั้นให้ดูการเข้าไม้ การทาสี การลงชะแล็ก ว่าเรียบร้อยหรือไม่ และไม้ที่ใช้ผลิตควรจะผ่านการอบแห้งก่อนด้วย เพื่อป้องกันการโก่งงอ ซึ่งจะไม่สวยและทำให้เสียหายได้ใน


-ไม้จริงผสมไม้อัด เนื่องจากปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริงทั้งหมดหายากมากขึ้น และราคาแพง เฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้จึงเป็นทางเลือกใหม่ในราคาถูกกว่า


-แผ่น MDF เป็นเยื่อไม้นำมาอัดด้วยแรงดันสูงจนยึดเกาะเป็นแผ่น มีความหนาแน่นและทนทานมาก สามารถใช้กับวัสดุตกแต่งผิวได้หลากหลาย ทั้งสีพ่น ปิดด้วยพีวีซีหรือเมลามีน หรืออาจะปิดด้วยแผ่นวีเนียร์ ซึ่งก็คือไม้จริงที่ฝานบาง ทำให้ผิวสัมผัสวัสดุดูเป็นไม้จริง แต่ไม่ต้องใช้ไม้จริงๆทั้งท่อน ทำให้ประหยัดไม้ด้วย


-แผ่นพาร์ติเคิล ลักษณะภายนอกคล้ายๆ กับแผ่น MDF แต่ความหนาแน่นของเนื้อไม้จะเป็นรอง วัสดุที่ใช้ปิดแผ่นพาร์ติเคิลนั้น มี 3 แบบด้วยกัน คือ กระดาษปิดผิว พีวีซี และเมลามีน หรืออาจปิดด้วยวีเนียร์เหมือนกับ MDF ก็ได้



หวาย-ไผ่... เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีข้อดีที่เป็นงานฝีมือ มีความปราณีตในชิ้นงานแต่ละชิ้น ที่สำคัญคือ ราคาที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ การตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ประเภทหวาย และไม้ไผ่ จะให้ความรู้สึก สบาย เป็นธรรมชาติ ถึงแม้วัสดุประเภทนี้จะให้ความรู้สึกโบราณ แต่ในปัจจุบันก็มีการพัฒนาให้มีรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น เช่นการถักหวายเป็นเส้นเล็ก ถี่มากขึ้น หรือใช้ไม่ไผ่เป็นซี่เล็กๆ การย้อมสีให้เข้มขึ้น ก็สามารถนำมาตกแต่งแบบโมเดิร์นได้ แต่ข้อควรระวังของวัสดุประเภทนี้คือ จะมีฝุ่นเกาะตามซอกรอยสานหวาย หรือร่องไม้ไผ่ได้ ต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดอย่างดีค่ะ



หนัง... เป็นวัสดุที่ดูหรูหรา ให้ผิวสัมผัสนุ่มนวลโดยเฉพาะถ้าเป็นหนังแท้ จึงนำมาทำวัสดุบุเฟอร์นิเจอร์เช่น โซฟา อาร์มแชร์ เก้าอี้ จนในปัจจุบันมีการดัดแปลงมาบุเตียง หรือผิวโต๊ะ เพื่อเพิ่มความหรูหรามากขึ้น การเลือกซื้อ ถ้าเป็นพวกโซฟา อาร์มแชร์ก็ต้องลองนั่ง เพื่อทดสอบความแข็งแรงของตัวโครงไม้ด้วย จากนั้นก็ดูว่าเป็นหนังแท้หรือหนังเทียม ซึ่งแน่นอนว่าหนังแท้ก็จะมีราคาสูงกว่า แต่มีลวดลายสวยงามและความทนทานมากกว่า การดูแลรักษาหนังต้องใช้ขี้ผึ้งหรือน้ำยาทำความสะอาดทุกๆ 4-5 เดือน ถ้าเปื้อนต้องรีบใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ถ้าทิ้งไว้นานจะเช็ดออกยาก

ผ้า... เป็นวัสดุที่นิยมใช้บุเฟอร์นิเจอร์เช่นเดียวกับหนัง โดยมีข้อดีที่สำคัญคือ มีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ค่ะ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าค็อตตอน หรือผ้าไหม ทั้งยังมีสีและลวดลายให้เลือกเยอะ มีความอ่อนนุ่มในสัมผัส เหมาะสำหรับการตกแต่งบ้านในทุกรูปแบบ ส่วนเรื่องราคาก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก เช่น ชนิดของผ้า เนื้อผ้า ไปจนถึงแบรนด์เนมด้วย แต่ข้อเสียคือเปรอะเปื้อนได้ง่ายและอาจไม่ทนทานมากนัก ในการเลือกซื้อจึงต้องคำนึงถึงการดูแลรักษาด้วยนะคะ

โลหะและกระจก... เหมาะกับการตกแต่งบ้านในสไตล์โมเดิร์นหรือคอนเทมโพลารี ส่วนบ้านที่ตกแต่งในแนวธรรมชาติก็สามารถใช้ได้ แต่ต้องดูรูปทรง ลวดลาย และการออกแบบด้วย อาจใช้วัสดุเหล็กสไตล์แอนตีคที่เน้นเครื่องทองเหลือง ทองแดง ก็ทำให้ดูกลมกลืนได้ โลหะมีข้อดีคือความแข็งแรงทนทาน แต่ข้อเสียคือน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบาก และอาจเป็นสนิมส่วนแก้วหรือกระจกนั้น สามารถใช้เสริมในเฟอร์นิเจอร์ได้เหมาะกับพวกโต๊ะกลาง หรือโต๊ะข้าง ไม่สามารถรับน้ำหนักได้มาก การเคลื่อนย้ายลำบาก เสี่ยงต่อการแตกหัก ชำรุดได้ ควรเลือกใช้กระจกลามิเนตหรือกระจกนิรภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในบ้าน




พลาสติก... ด้วยรูปทรงและดีไซน์ที่มีความหลากหลายที่สุด จึงเป็นที่นิยมในการตกแต่งบ้านสมัยใหม่ แต่ส่วนใหญ่ที่ทำออกมาจะเป็นโต๊ะและเก้าอี้เท่านั้น เพราะเป็นวัสดุที่มีความบอบบาง ไม่สามารถรับน้ำหนักได้มาก เฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้อาจจะเป็นพลาสติกล้วนๆ หรือมีวัสดุอื่นๆ เช่น สแตนเลส หรือเหล็กมาเสริมความแข็งแกร่งก็ได้ ข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้คือน้ำหนักเบา จึงเคลื่อนย้ายได้ง่าย ไม่ซึมน้ำ ทำความสะอาดได้ง่าย ส่วนข้อเสียก็คือ ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่ทนต่อความร้อน แต่ในปัจจุบันมีการผลิตพลาสติกคุณภาพสูงมากได้ ทนความร้อนมากขึ้น สามารถใช้งานกลางแจ้งได้นานการเลือกเฟอร์นิเจอร์เป็นขั้นตอนสุดสนุกในการแต่งบ้านเลยนะคะ แต่ถ้าใครยังปวดหัวกับการเลือกซื้อด้วยข้อจำกัดที่ไม่ลงตัวกับความต้องการซักที ขอบอกไว้ก่อนเลยค่ะว่าวัสดุแต่ละชนิดต้องมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันอยู่แล้วค่ะ ขอเพียงรู้ถึงนิสัยของวัสดุแต่ละชนิดก็จะสามารถซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เข้ากับตัวเราได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ


ที่มา : http://www.forfur.com/blog/detail/374/หลักการเลือกเฟอร์นิเจอร์ด้วยวัสดุ


บ้านเล็กในเมืองใหญ่

ทุกวันนี้ จะเห็นคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าโผล่กันขึ้นมาเต็มไปหมด ใครๆก็อยากอยู่ใกล้รถไฟฟ้า เพราะมีข้อดีหลายอย่าง เดินทางก็สะดวก หาของกินก็ง่าย ไปไหนมาไหนก็ใช้เวลาไม่มาก ไปทำงานก็ไม่ต้องตื่นแต่เช้า กลับบ้านมืดค่ำก็ไม่น่ากลัว ชีวิตดูมีสีสัน รื่นรมย์น่าดู แต่การอยู่คอนโด หรือบ้านในเมืองก็มีข้อจำกัด และมีสิ่งท้าทายความคิดสร้างสรรค์ในการตกแต่งอยู่มากทีเดียว..นั่นคือเรื่องขนาดของพื้นที่ที่มีจำกัด เราจะไปดูกันค่ะว่าวิธีตกแต่งแบบไหนช่วยแก้ไขพื้นที่เล็กได้บ้าง



1. Keep It Simple กฏข้อที่หนึ่งใช้ความเรียบง่ายค่ะ อย่าพยายามเอาสิ่งของที่มีหลากหลายสไตล์ และดีไซน์มาไว้รวมๆกัน มันจะทำให้พื้นที่ยิ่งดูเล็ก และดูรกมากกว่าจะดูดีนะคะ ดังนั้นยึดหลักความเรียบง่ายไว้ค่ะดีที่สุด ตกแต่งให้เรียบง่ายเข้าไว้





2. Maximizing Storage Space พยายามเพิ่มพื้นที่จัดวาง จัดเก็บของเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งให้ได้มากที่สุด ที่ๆจะหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งแนวนี้ได้ดีแห่งหนึ่งก็คือ ikea คงเพราะบ้านในยุโรปจะมีขนาดเล็กและต้องใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด สามารถเก็บของได้มากที่สุด ซึ่งเร็วๆนี้ ikeaก็จะกำลังจะมาเปิดในเมืองไทย หวังว่าจะมีเฟอร์นิเจอร์แนวๆนี้มาเยอะๆ เพราะบ้านคนไทยก็เล็กเหมือนกัน ^ ^



3. Playing with Color สีมีความสำคัญอย่างมากในการกำหนด Look & Feel ของห้อง และมีความสำคัญมากสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก ใช้สีที่สว่าง จะทำให้พื้นที่ดูกว้าง และโล่งขึ้น ขณะที่สีมืดๆจะทำให้เหมือนอยู่ในถ้ำ ทำให้ดูเล็กและอึดอัด


4. Working within Limitations บ้านในเมืองส่วนใหญ่มักเป็นบ้านให้เช่าจึงมีข้อจำกัดไม่สามารถทำอะไรกับโครงสร้างได้ สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือเล่นกับฝาผนัง ไม่ว่าจะเป็นภาพ หรือเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งแขวนผนังต่างๆ ก็จะทำให้ห้องดูสวยงามมีดีไซน์ และได้ประโยชน์ใช้สอย มากขึ้น การใช้ที่กั้นห้องก็สามารถแบ่งพื้นที่ได้โดยไม่ต้องไปต่อเติมผนังห้อง อย่ายอมแพ้กับข้อจำกัดค่ะ..ทุกอย่างมีทางออก



5. Making Lighting Work for you ใช้แสงสว่างให้เป็นประโยชน์ในการตกแต่ง…อย่าปล่อยให้ห้องมืดทึบเด็ดขาด ใช้สีที่อ่อนและสว่างจะทำให้ห้องดูมีแสงสว่างมากขึ้น นอกจากนั้นการใช้กระจกเพื่อเพิ่มแสงให้กับห้องก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอีกอย่างทำให้หัองดูมีพื้นที่มากขึ้นด้วย และถ้าเป็นไปได้ เปิดให้แสงเข้ามาได้จากด้านบนจะช่วยให้ห้องเล็กดูใหญ่ขึ้นได้มากทีเดียว ใช้ประโยชน์จากหน้าต่าง เลือกผ้าม่านสีอ่อนผ้าเนื้อบาง ได้แสงเข้ามา และทำให้ห้องดูกว้างขึ้น ไม่อึดอัด


การตกแต่งพื้นที่เล็กๆ จำเป้นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มากกว่า บวกกับคำแนะนำที่ “ใช่” คุณ ก็จะได้การตกแต่งที่ลงตัวระหว่างรูปแบบ และการใช้สอย

พาทัวร์ร้านรองเท้าดีไซน์เท่ๆกับ PUMA HOUSE @ TOKYO

หลายคนคงรู้จักกับแบรนด์เสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาชื่อดังอย่าง PUMA เป็นอย่างดีวันนี้เราเลยมาพาทุกคนทัวร์ในร้านรองเท้าดีไซน์เก๋ๆร้านนี้กัน ซึ่งร้านที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่เขต อาโอยาม่าในเมืองโตเกียวนั่นเอง ร้านนี้ออกแบบโดย NENDO ซึ่งผลงานชิ้นนี้เขาได้ออกแบบผังแบบเปิดโล่งเชื่อมถึงกันทั้งหมด ทำให้การปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดง งานอีเวนด์ รวมไปถึงการแสดงผลงานก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจ
















และแนวคิดในการออกแบบงานชิ้นนี้ก็คือการนำเอาบันไดมาประดับพันขึ้นไปรอบเสาโดยให้ใช้เป็นพื้นที่สำหรับแสดงสินค้า ซึ่งนั่นก็คือรองเท้านั่นเอง และการนำเอาบันไดมาใช้ในร้านก็สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่น รวมไปถึงบันไดนั่นยังช่วยเป็นเครื่องเตือนใจว่า การออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดในแต่ละวันก็คือการเดินขึ้นลงบันไดนั่นเอง รวมไปถึงยังสื่อได้ไปถึงที่นั่งบนอัฒจันท์ที่เป็นขั้นบันไดสูงขึ้นไปอีกด้วย และทั้งหมดก็ได้ตอกย้ำถึงความเป็น sport brand ของPuma นั่นเอง



































ที่มา : http://www.forfur.com/blog/detail/451/pumahouse

DIY vintage style

งาน D.I.Y นำมาเสนอวันนี้ ทั้งอ่อนหวานและแสนง่ายมาฝากเป็นไอเดีย เป็นป้ายสินค้า นี้เอง โดยเป็นแนว Vintage เอาใจสาวแนว Vintage โดยเฉพาะเลย อุปกรณ์ก็หาได้ง่ายๆจากของที่เราไม่ได้ใช้แล้วในบ้าน หรือ ถ้าหาไม่ได้ในบ้านของเราเอง ก็ไปหาหาจากเพื่อนแทน ฮ่าๆ คนไหนที่มีร้านค้าขายสินค้าของตนเอง ลองนำไอเดียนี้ไปใช้ได้น่ะค่ะ หรืออาจนำไอเดียนี้ไปประยุกต์ใช้ทำการ์อวยพรในเทสกาลต่างๆให้เพื่อนเราก็ได้ค่ะ เรามาเริ่มกัน

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1. ป้ายสินค้า 2. เชือกเกลียว 3. กระดาษคละลาย 4. ตัวปั๊มวันที่ 5.คลิปหนีบกระดาษ 6.จี้สร้อยคอ หรือ ต่างหู ที่เราไม่ใช้แล้ว 7. ลูกไม้ หรือริบบิ้น 8.จักรเย็บผ้า ใครไม่มีก็ เย็บด้วยมือก็ได้น่ะค่ะ



“Vintage Finding Tags”

ขั้นตอนการทำ มีดังนี้
1.นำป้ายสินค้า มาเย็บติดด้วยลูกไม้ หรือ ริบบิ้น ตรงมุมใดมุมหนึ่งของป้ายสินค้า พอเย็บติดกันเสร็จให้สังเกตดูว่า จะมีส่วนของตัวลูกไม้ที่ยื่นเกินออกมานิดหนึ่ง ให้เราตัดออก ตัดให้ตรงกับขอบของป้ายสินค้า ดูจากภาพประกอบเลยค่ะ





2. นำกระดาษสี กระดาษลวดลาย หรือเศษกระดาษเหลือใช้ได้หมดเลยค่ะ แล้วตัดกระดาษนั้นให้เป็นรูปทรงที่ต้องการ จากนั้นปั๊มวันที่ด้วยตัวปั๊ม และนำไปติดกับป้ายสินค้าโดยตัวคลิปหนีบกระดาษ






3. นำจี้ หรือ ตัวจี้ที่หลุดจากต่างหู อาจจะนำกระดุม หรือ ตัวตุ๊กตาเล็กๆ มาประดับตกแต่ง ตามของที่เราสามารถหาได้ใกล้ๆตัว จากนั้นใช้เชือกเกลียว ผูกติดเข้าไปกับตัวป้ายที่เราทำเสร็จไว้ก่อนหน้านี้






4. Yeah Yeah เป็นอันเสร็จสิ้นแล้วค่ะ ช่างง่ายและสนุกอะไรเช่นนี้ คนไหนทำอันแรกเสร็จ ก็ลองทำเพิ่มอีกหลายๆอันก็ได้ จะได้มีหลากหลาย



จัดบ้านให้น่าอยู่...เพื่อเสริมดวงเจ้าบ้าน


จัดบ้านให้น่าอยู่...เพื่อเสริมดวงเจ้าบ้าน
โดย : อ.เชี่ยว ชอบช่วย
Share |
การตกแต่งอาคารบ้านเรือนโดยการเสริมของดี ๆ ที่เป็นสิริมงคลให้ถูกต้องตามหลักเคหะศาสตร์เพื่อเสริมดวงเจ้าของบ้านและเส ริมฮวงจุ้ยให้กับบ้าน สร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิตให้รุ่งเรือง...
การเสริมดวงเจ้าของบ้านด้วยด้วยของดีที่ว่านี้ ไม่ใช่สิ่งของที่มีราคาแพงลิบลิ่วหรือเป็นของหายาก สวยงาม เลิศหรูแต่อย่างใด เพราะอาคารบ้านเรือนบางหลังก็อาจจะมีของดีเหล่านี้อยู่ในบ้านแล้ว เพียงแต่บางครั้งบางคราวอาจไม่มีเวลาที่จะปฏิบัติหรือดูแลรักษาอย่างสม่ำ เสมอก็เท่านั้นครับ เสริมดวงด้วยการกราบไหว้ อาทิเช่น หิ้งบูชา ที่ตั้งเอาไว้เคารพสักการะในบ้านนั้น ในทางเคหะศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า ให้เจ้าของบ้านหมั่นไหว้ หมั่นสักการะ ทำความสะอาดและหมั่นถวายเครื่องเซ่นให้เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพราะเชื่อว่าจะช่วยเสริมดวงของเจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวให้เจริญ รุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นกว่าเดิม อย่าได้คิดเพียงแค่ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้คุ้มครองแต่ไม่ใส่ใจที่จะ กราบไหว้และถวายเครื่องเซ่นก็อาจไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลยครับ เสริม สี ที่เป็นมงคล สีที่ใช้ในการตกแต่งอาคารบ้านเรือนหรือใช้เลือกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านนั้น เคหะศาสตร์กล่าวไว้ว่า ถ้าบ้านของท่านเป็นสีที่เป็นสีอ่อน ๆ โทนสีฟ้า สีขาว หรือ สีไข่ไก่ ให้เลือกใช้ของแต่งบ้านที่เป็น สีเหลือง สีชมพู หรือ จำพวกสีทอง จะช่วยเสริมดวงของท่านให้ดีขึ้นและสร้างความเป็นสิริมงคลแก่บ้านท่านได้ดี ด้วย ไม่ควรใช้สิ่งของที่เป็นสีม่วงอ่อนหรือ สีเขียวตองอ่อน เพราะจะส่งผลกระทบให้ครอบครัวของท่านได้รับแต่เรื่องทุกข์ร้อนที่ไม่ดีได้ เสริม น้ำให้บ้านเย็น โดยการ ทำบ่อน้ำพุ อ่างบัว สระน้ำขนาดเล็ก หรือ โอ่งน้ำดื่ม เอาไว้ด้านหน้าบ้าน หมั่นดูแล ทำความสะอาดอ่างบัวอย่างสม่ำเสมอ ถ้าโอ่งน้ำดื่มก็อย่าให้น้ำแห้งขอด หากเป็นตู้ปลาก็ต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำให้บ่อยอย่าให้มีปลาตายหรือมีน้ำเน่า เหม็นครับ เสริม ต้นไม้มงคล ให้ตกแต่งบริเวณรอบ ๆ บ้านด้วยพรรณไม้มงคล เช่น ต้นว่าน ต้นกุหลาบ ต้นมะยม ต้นไผ่ ต้นมะนาว ต้นวาสนา ต้นโป๊ยเซียน ส้มจี๊ด หรือ ต้นไม้ใหญ่ อาทิเช่น ต้นขนุน ช่วยหนุนนำ ต้นมะม่วง ตลอดจนเหล่าบรรดา ไม้ดอก ไม้ใบ ไม้หอม เช่น ต้นกุหลาบ ต้นโมก หรือ ต้นดอกแก้ว เป็นต้นครับ สุดท้าย คือ เสริมความสว่างไสวให้บ้าน ด้วยการจัดตกแต่งอาคารบ้านเรือนให้ระเบียบ เรียบร้อย เปิดไฟให้สว่างไสว เปิดหน้าต่างให้ปลอดโปร่ง โล่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก ประดับประดาด้วยภาพวาดที่สวยงาม เป็นสิริมงคล แต่ถ้าจะให้ดี ให้นำสิ่งของหรือภาพวาดที่เกี่ยวกับเจ้าของบ้านหรือต้นตระกูลของเจ้าของบ้าน ที่แสดงถึงเกียรติยศ ชื่อเสียง และ ความน่าเชื่อถือของ มาประดับตกแต่งไปด้วย จะช่วยเสริมดวงของเจ้าของบ้านให้ดียิ่งขึ้นครับ เสิรมดวงด้วยของดี เป็นสิริมงคลแล้ว ก็อย่าลืมเสริมดวงด้วยการทำความดี เพื่อสร้าง ความเจริญแก่ตัวท่านเองและครอบครัวด้วยนะครับ
เข้าชม : 12621 ครั้ง
ที่มา : อ.เชี่ยว ชอบช่วย

การจัดบ้านอย่างประหยัดเนื้อที่...


การจัดบ้านอย่างประหยัดเนื้อที่...
โดย : กองบรรณาธิการ
Share |
หากคุณมีพื้นที่บริเวณบ้านจำกัด...และต้องการ ใช้ประโยชน์พื้นที่บ้านอย่างเต็มที่และไม่รก เรามีคำแนะนำวิธีการจัดบ้านอย่างประหยัดเนื้อที่มาให้มาให้ทราบกัน...
ข้อแนะนำการจัดบ้านอย่างประหยัดเนื้อที่ 1.การจัดห้องเป็นห้องอเนกประสงค์ 2.การใช้สิ่งลวงตาให้ห้องดูกว้างขึ้น 2.1 ติดกระจกผนังด้านยาว ช่วยให้ห้องแลดูกว้าง ถ้าติดด้านแคบจะทำให้ห้องดูลึก 2.2 ติดกระจกบนผนังที่มืดหรือทึบเพื่อสะท้อนแสง 2.3 วางต้นไม้ไว้ไกล้หน้าต่าง ประตู จะช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น 2.4 การปล่อยให้พื้นว่าง จะทำให้ห้องดูกว้างกว่าการปูเสื่อหรือพรม 2.5 การใช้เฟอร์นิเจอร์สีอ่อน กลมกลืนกับสีผนัง พื้น ผ้าม่าน จะช่วยทำห้องให้กว้างขึ้น 3.การเก็บของให้ประหยัดเนื้อที่ หลักการจัดแบ่งสิ่งของ 5 ประเภทให้เป็นระเบียบเรียบร้อย 1.ของใช้ประจำวันจิปาถะ พวกรองเท้า ถุงเท้า หมวก ร่ม เสื้อกันฝนควรเก็บใกล้ประตูหน้าบ้าน หรือประตูออกสู่โรงรถ 2.อุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน ควรเก็บในที่หยิบใช้สะดวก ซึ่งอาจอยู่นอกหรือในบ้านก็ได้ 3.ของราคาแพงและใช้เป็นครั้งคราว พวกเปล เตียงเด็ก ถุงกอล์ฟ กระเป๋าเดินทาง เครื่องกีฬาควรทำที่เก็บของไว้ในบ้าน 4.เครื่องใช้ในบ้านที่ใช้ไม่บ่อยนัก พวกเครื่องมือ อุปกรณ์การทำความสะอาด เครื่องตัดหญ้า ควรเก็บหลังบ้าน ในโรงรถ หรือใกล้ห้องครัว 5.ทำที่เก็บของรอใช้ ของเสียรอซ่อมหรือขาย โดยทำชั้นเก็บให้ง่ายในการค้นหา 4.การเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม เฟอร์นิเอจร์ที่ใช้อเนกประสงค์กว่าควรได้รับการพิจารณา เช่นโต๊ะอาหารพร้อมเป็นโต๊ะทำงานได้ ตู้หรือหัวเตียงที่ใช้เป็นแนวแบ่งห้องได้ และเฟอร์นิเจอร์แบบบิลท์อิน จะทำให้ห้องดูเรียบร้อย และประหยัดเนื้อที่กว่า ถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวอาจจัดให้ดูว่าฝังอยู่ในผนังด้วยวิธีการดังนี้ 1.ตัดส่วนที่เป็นขาตู้ออกและวางพอดีกับขอบหน้าต่าง ทำให้ดูคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน 2.ทาสีเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นสีเดียวกับผนัง 3.ทำบานตู้หลอกหรือเติมส่วนที่ช่วยปิดช่องว่างเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ไกล้ก ันหรือกับผนัง 4.จัดกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ที่เหมือนกันไว้ด้วยกัน
เข้าชม : 11857 ครั้ง
ที่มา : อินเตอร์เน็ต

ตกแต่งบ้านให้น่าอยู่


ตกแต่งบ้านให้น่าอยู่
โดย : คุณครูจุก.com
Share |
การตกแต่งบ้าน ให้น่าอยู่ มีปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน โดยแบ่งหลักการสำคัญๆ คร่าวๆ ดังต่อไปนี้...
1. ความปลอดภัย ในการจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน โดยการเลือกเครื่องตกแต่งบ้านที่ไม่มีมุมแหลม ไม่แตกหักง่าย ไม่เกะกะทางเดิน และควรป้องกันอันตรายที่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็น เช่น จักว่างตู้ยาไว้ในที่สูง และจัดเก็บสารเคมี ยาฆ่าแมลงในบ้านให้พ้นมือเด็ก รวมทั้งไม่จัดของขวางทางเดิน ไม่ขัดพื้นจนเป็นเงามัน เพราะว่าจะลื่นหกล้มหรือตกบันไดได้ นอกจากนี้ การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าตลอดการเดินสายไฟฟ้า จะต้องอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย 2. ถูกสุขลักษณะและสะอาด ในการจัดบ้านจะต้องจัดให้อากาศถ่ายเทสะดวกไม่ควรจักว่างสิ่งของปิดบังทิศทาง ลม และจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดทึบ รวมรวมทั้งควรทำความสะอาดเครื่องตกแต่งบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อสุขอนามัยของคนในบ้าน 3. สะดวกในการใช้สร้อย ในการจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยการจัดทางเดินต่างๆ ชองบ้านให้สัมพันธ์กันสามารถเดินไปมาได้สะดวกจัดหาเครื่องที่มีขนาดและจำนวน เหมาะสมสมกับเนื้อที่ เลือกเครื่องที่สะดวกในการใช้สร้อยและทำความสะอาดได้ง่าย เช่น เครื่องเรือนที่มีล้อ สามารถเคลื่อนยัายไดัและจัดอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ให้สะดวกต่อการหยิบใช้ เช่น ไม่ว่างเครื่องมือเครื่อง ใช้ที่ใช้บ่อยๆ ในที่สูงเกินมือเอื้อมถึง และจัดอุปกรณ์ให้เป็นหมวดหมู่ เป็นต้น 4. ความสบาย การจัดตกแต่งบ้านให้ให้มีเครื่องช่วยป้องกันความจ้าของแสงแดด เช่น ม่าน มู่ลี่ มีช่องระบายความร้อน และให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก สามารถมองเห็นทิวทัศน์ในบ้านหรือนอกบ้านที่ทำให้เกิดความเพลินได้ เป็นต้น 5..ความมีระเบียบและความสวยงาม ในการจัดตกแต่งเครื่องเรือนควรมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งของที่จัดว่างมากเกินไป และสิ่งของที่จัดว่างไม่เป็นระเบียบจะทำให้ความสวยงามลดลงนอกจากนี้นอกจาก การตกแต่งบ้าน ควรนำเรื่องการใช้สีซึ่งเป็นหลักการศิลปะมาใช้จะทำให้บ้านสวยงามน่าอยู่ยิ่ง ชึ้นควรนำไม้ ดอกไม้ประดับมาใช้ตกแต่งบ้าน เพื่อเพิ่มความสวยงาม เช่น ใส่แจกันดอกไม้สด ไม้ประดับแบบแชวน เป็นต้น 6.ความประหยัด การจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความประหยัดทั้งเวลา แรงงานและเงินโดยพิจารณาเรื่องดูแลรักษา ทำความสะอาด ราคาสิ่งของที่นำมาตกแต่งบ้าน การใช้เครื่องทุ่นแรงจะทำให้ช่วยประหยัดเวลาและแรง แต่ก่อนการซื้อควรพิจารณาราคากับความคุ้มค่าของการใช้สร้อย นอกจากสิ่งนั้นสิ่งของเครื่องใช ้บางอย่าง ที่ใช้ในการตกแต่งบ้าน หากเราสามารถประดิษฐ์เองได้ ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัวลงได้
เข้าชม : 4731 ครั้ง
ที่มา : คุณครูจุก.com

การจัดบ้านปลอดภัยให้เจ้าตัวเล็ก


การจัดบ้านปลอดภัยให้เจ้าตัวเล็ก
โดย : นิตยสาร First Year of Life
Share |
บ้านไหนมีสมาชิกเป็นเด็กตัวเล็ก ในวัยกำลังหัดคลาน ยืน เดิน คงมีเรื่องให้ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน ที่ต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้สมาชิกตัวน้อยเคลื่อน ไหวไปชนสิ่งของต่างๆ ภายในบ้าน...
ถ้าจะให้ดี พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจะต้องจัดบ้านให้เรียบร้อยกันเสียแต่ต้นมือ เคล็ดลับในการจัดบ้านให้ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ มีดังนี้ 1. ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่ในรถหัดเดินคนเดียว หากที่บ้านมีพื้นต่างระดับ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ 2. บันไดขึ้นลง ควรติดตั้งประตูกั้นขวางทางขึ้นลงไว้เพื่อความปลอดภัย 3. ควรหาพลาสติกป้องกันไม่ให้เด็กแหย่นิ้วเข้าไปในช่องปลั๊กไฟ 4. ไม่ควรปล่อยให้ลูกนั่งเล่นใกล้พัดลม เพราะอาจแหย่นิ้วเข้าไปโดนใบพัด 5. ไม่ควรให้ลูกเข้าใกล้ขณะที่ผู้ใหญ่รีดผ้า เพราะเพียงแค่เผลอนิดเดียว เขาอาจจะคว้าเตารีดลงไปแล้ว 6. เมื่อ ลูกคลานได้คล่อง เขาจะเริ่มจับยึดเฟอร์นิเจอร์เพื่อพยุงตัวเองให้ยืนและเดินได้ จึงควรตรวจดูชั้นวางของและสิ่งต่างๆให้มั่นคงแข็งแรงพอ หากไม่แข็งแรง เวลาเขาจับยึดอาจล้มลงมาทับได้ 7. เก้าอี้ทำงานที่มีขาเป็นล้อเลื่อนควรเก็บให้ห่าง เพราะถ้าเด็กจับยึดเกาะอาจทำให้ลื่นล้ม 8. ไม่ควรวางของโงนเงนได้ง่ายอย่างแจกันดอกไม้ไว้หลังตู้ หากเจ้าตัวเล็กไถรถหัดเดินไปชนตู้อาจทำให้แจกันตกลงมาใส่ได้ 9. เวลาให้ลูกนั่งเก้าอี้สำหรับเด็ก (high chair) ควรรัดเข็มขัดทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย 10. ไม่ควรเปิดประตูห้องต่างๆทิ้งไว้ เพราะอาจหนีบนิ้วเด็กๆ.
เข้าชม : 2996 ครั้ง
ที่มา : นิตยสาร First Year of Life

ไอเดียออกแบบบ้านอย่างมีสไตล์..


ไอเดียออกแบบบ้านอย่างมีสไตล์..
โดย : อินเตอร์เน็ต
Share |
แม้ว่าโลกนี้จะไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ใครประดิษฐ์ หรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ออกมา แต่หลายคนก็ยังพยายามสร้างแนวทางของตัวเองแบบที่ไม่เหมือนใคร เรียกว่า เป็นตัวของตัวเองกันอย่างสุดๆ...
ไหนๆ จะเป็นตัวของตัวเองกันแล้ว ลองมาออกแบบบ้าน และตกแต่งอย่างมีสไตล์ให้แตกต่างและเท่ในแบบตัวเองดูบ้าง 19 ไอเดีย ที่รวมมาเป็นของกำนัลพิเศษในวาระที่นิตยสารครบรอบ 19 ปีนี้ น่าจะพอจุดประกายความคิดและต่อเติมความเป็นตัวเองต่อไปได้อีกมากมาย 1.ปูหญ้าในห้อง ใครจะไปนึกว่าสนามหญ้าจะเข้ามาอยู่ภายในห้องได้ ถ้าไม่ใช่คนช่างคิดอย่างคุณโอ่ง-กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ ที่เปลี่ยนความคุ้นเคยของสนามหญ้านอกบ้าน แล้วหอบเอาแผ่นหญ้าเทียมเข้ามาปูพื้นภายในแทนกระเบื้อง หิน หรือไม้ ไอเดียพิเศษนี้เลยทำให้บรรยากาศของห้องเปลี่ยนไปและแตกต่าง แถมยังดูมีสไตล์สุดๆ ด้วย 2. ผนังกระดานดำ จากลายเส้นดินสอสีที่เด็กๆ ชอบวาดลงบนผนังบ้านสีขาวสะอาด แทนที่จะต้องมาทาสีลบหรือเช็ดล้างให้เหนื่อย ลองเปลี่ยนผนังด้านนั้นให้เป็นกระดานดำไปเสียเลย แล้วก็เปิดเป็นพื้นที่ของลายเส้น งานฝีมือ และจินตนาการ กลายเป็นลวดลายที่ช่วยแต่งมุมห้องให้มีอารมณ์ที่แตกต่างได้ตลอดเวลา จะเขียนโน้ตหรือบอกเล่าความคิดก็ได้เช่นกัน 3. ปะทะด้วยภาพเขียน ผนังทางเข้าห้องสไตล์คอนโดมิเนียมบางแห่งอาจกั้นไว้ให้เป็นจุดพักเล็กๆ ก่อนเข้าสู่พื้นที่ใช้สอยภายใน นอกจากวางพวกโต๊ะคอนโซลแบบทั่วไปแล้ว การประดับผนังด้วยภาพเขียนแนวแอ็บสแตร็กต์ที่สวยและชวนให้หยุดพินิจพิจารณา ก็ช่วยทำให้มุมเล็กๆ แบบนี้ดูน่าสนใจขึ้นมาได้ 4. เปิดช่องให้มองเห็น ถ้ารู้สึกอึดอัดกับระบบการกั้นแบ่งห้องภายในบ้าน เพราะนอกจากถูกกำหนดขอบเขตแล้วยังทำให้พื้นที่ใช้สอยดูคับแคบลงไปอีก แต่ยังคงต้องการความเป็นสัดส่วนอยู่บ้าง วิธีการเจาะช่องที่ผนังกั้นระหว่างห้องก็ช่วยเพิ่มฟังก์ชันการเชื่อมต่อมุม มองระหว่างห้องได้ดี ทำให้เกิดช่องสายตาที่แปลกไป และเป็นการเพิ่มสไตล์ให้กับงานตกแต่งได้อีกแบบหนึ่ง 5. จอใหญ่วางพื้น โดยทั่วไปถ้าบ้านไหนติดทีวีจอแบนพลาสม่า ก็มักนิยมติดไว้กับผนังบ้าน เพราะความแบนบางนั้นเน้นเรื่องการประหยัดพื้นที่ภายในห้อง โดยไม่ต้องวางโต๊ะหรือชั้นขนาดใหญ่ให้เกะกะ แต่บ้านนี้มาแปลก...นำทีวีจอแบนขนาดใหญ่วางไว้กับพื้นห้องนั่งเล่น ง่ายๆ อย่างนั้นก็ดูเท่ได้เหมือนกัน 6. ภาพชุดสร้างเรื่อง นอกจากเฟอร์นิเจอร์จะเป็นของแต่งบ้านชิ้นสำคัญที่ช่วยกำหนดบรรยากาศ ฟังก์ชัน และสไตล์แล้ว หลายบ้านมักลืมหาภาพเขียนสวยๆ มาประดับตกแต่งผนัง เพื่อสร้างเรื่องราวและเรื่องเล่า ซึ่งอาจเป็นภาพของครอบครัว ภาพความประทับใจ หรือภาพที่บอกรสนิยมของตัวเอง เช่นการใช้เป็นภาพชุดที่มีสีสันและอารมณ์ในแบบเดียวกัน ก็เพิ่มความน่าสนใจได้ ก็ขนาดภาพเดียวยังสื่อความหมายได้มากมาก แล้วหลายๆ ภาพก็จะยิ่งได้ความรู้สึกที่เข้มข้นขึ้นด้วย 7. ผนังเพ้นต์ลาย หากเบื่อการทาสีที่ผนัง ติดวอลล์เปเปอร์ก็ยังไม่ตื่นเต้นพอ ไอเดียที่เอ สเปซนำมาตกแต่งผนังห้องบริเวณทางเดินอาจเป็นทางเลือกที่โดนใจคนรุ่นใหม่ เพราะใช้วิธีการเพ้นต์ผนังเป็นลวดลายกราฟิก เรื่องราวตามใจและจินตนาการจะพาไป ทำให้คุณสามารถสร้างภาพในแบบที่ตัวเองชอบได้ แถมยังเป็นภาพเฉพาะที่ไม่เหมือนใครแน่นอน โดยอาจเพิ่มข้อความเท่ๆ ผสมผสานไปก็ดูเก๋ดี 8. บันไดเปลือย เพิ่มดีไซน์เท่ๆ ให้กับบ้านด้วยดีไซน์บันไดแบบเปลือยคือไม่ทำผนังกั้นทึบ แต่เปิดโชว์โครงสร้างของบันไดลอยที่ยื่นออกมาจากผนัง ดูสวยอย่างมีสไตล์ แต่ไม่เหมาะกับบ้านที่มีลูกเล็ก เพราะเด็กเล่นอาจเล่นและตกลงมาได้ง่าย มีเพียงราวจับบันไดทรงโปร่งไว้ให้เกาะเพื่อความมั่นใจเท่านั้น 9. ห้องจิ๋ว พื้นที่ขนาดเล็กแถมยังมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่สามารถจัดแต่งให้เป็นห้องนั่งเล่นได้อย่างน่าสนใจ แม้จะถูกบังคับด้วยสถานที่ เพราะไอเดียที่บรรเจิดทำให้สามารถออกแบบผนังห้องให้เปิดเป็นช่องหน้าต่าง ทั้งสองด้าน เพื่อคลายความอึดอัด สีขาวช่วยให้สบายตา เก้าอี้แนวหลุยส์มาเพิ่มสไตล์ให้กับมุมนั่งเล่นดูเก๋ไก๋ ทีวีจอเล็กสร้างความบันเทิงอย่างง่ายๆ ส่วนโคมไฟเพดานเต็มเติมดีไซน์และแสงสว่างที่นุ่มนวล 10. ผนังศิลปะ มีไอเดียเกี่ยวกับผนังกระดานดำนำเสนอไปแล้ว แต่สำหรับคนหัวศิลป์ กระดานดำสีเข้มอาจจะดูน้อยไป ลองเปลี่ยนผนังห้องให้เป็นแกลเลอรี่ย่อมๆ ดูก็ได้ เหมือนผนังห้องของคุณอ้น-สราวุฒิ มาตรทอง ที่สวมวิญญาญแวนโก๊ะห์ แต้มสีใส่ผนัง ชนิดที่วอลล์เปเปอร์ไหนๆ ในโลกก็ไม่มี งานนี้ไม่ยากอยู่ที่ความมั่นใจเท่านั้นเอง 11. ชั้นของต้นไม้ จัดสวนไว้ในบ้าน ใช่แต่จะทำได้แค่แนวราบ สวนแนวตั้งของกทม.ยังมีเลย คุณก็สามารถมีสวนในชั้นหรือตู้ติดผนังที่บ้านได้เหมือนกัน เท่และมีสไตล์ที่น่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด แค่หาตู้ที่มีความสูงและชั้นกว้างขวางพอเหมาะสำหรับกระถางต้นไม้ขนาดเล็ก สำคัญคือต้องเลือกกระถางสีสวยรูปทรงเก๋กับต้นไม้ที่ตายยาก มาจัดวางเป็นสวนหย่อมแนวตั้งของตัวเอง 12. สวนญี่ปุ่นกลางบ้าน ถ้าพื้นที่ภายในบ้านมีลานกว้างภายใน คุณก็สามารถจัดแต่งให้มีสวนญี่ปุ่นกลางบ้านได้เช่นกัน อย่างไอเดียนี้ซึ่งสร้างสไตล์ให้กับพื้นที่โล่งของบันไดกลางบ้านได้อย่างน่า สนใจ โดยออกแบบเป็นสวนหิน เน้นหินสีขาวให้เข้ากับสีของบ้าน หินสีดำเบรกความขาวและสร้างจังหวะของสวนให้สมดุล ขณะที่ ไม้เป็นทางเดินและที่นั่งพักซึ่งให้สัมผัสอบอุ่น แสงสว่างธรรมชาติส่องถึงก็ได้บรรยากาศเหมือนอยู่นอกบ้านเช่นกัน 13. อ่างอาบน้ำสีฟ้า หนีจากความจำเจของห้องน้ำปูกระเบื้องแบบทั่วไป มาสนุกกับไอเดียการสร้างอ่างอาบน้ำด้วยปูนเปลือยเพ้นต์สีฟ้า เพื่อสร้างบรรยากาศเหมือนมีท้องฟ้าและผืนทะเลโอบล้อมอยู่ ผนังก็ก่อขึ้นจากปูนลดหลั่นเป็นชั้นวางของที่เก๋ไก๋ ส่วนขอบอ่างเพิ่มสไตล์ด้วยกระเบื้องโมเสกผสมสีเหลืองเพื่อช่วยขับให้สีสันดู สดใสโดดเด่นขึ้น 14. ใส่สีที่ผนัง ปกติเรามักจะปล่อยให้ผนังบริเวณที่พักทางเดินขึ้นบันไดดูว่างเปล่า ด้วยความที่คิดว่าเป็นเพียงแค่ทางเดินทางผ่านเท่านั้น แต่ถ้าได้ลองเติมสไตล์ให้กับผนังด้วยสีหวานๆ อย่างชมพู พร้อมกับเพิ่มฟังก์ชันด้วยการต่อชั้นวางของเล็กๆ ติดผนังสำหรับโชว์ของสะสมชิ้นสวยแถมทำเท่ด้วยป้ายสินค้า ก็ทำให้มุมทางผ่านกลายเป็นมุมที่เก๋ไก๋สะดุดตาทันที 15. ตู้จดหมายสีหวาน แต่งพื้นที่ภายในบ้านแล้ว บางทีก็เกิดจินตนาการและความสนุกถึงขั้นไปแต่งสีเติมลายให้กับตู้จดหมายหน้า บ้านบ้าง โดยหาไม้มาประกอบต่อเป็นรูปทรงบ้านย่อส่วน แล้วเพ้นต์ลายดอกไม้สีหวาน เผื่อบางทีจะเรียกรอยยิ้มหวานๆ จากบุรุษไปรษณีย์ได้ก่อนหย่อนจดหมายลงไป 16. แมวเฝ้าบันได ความเท่ของบันไดนี้ นอกจากจะออกแบบให้โปร่งโล่ง โดยไม่ต้องใช้ราวกั้นแล้ว ยังเน้นความเรียบง่ายของวัสดุผสมไปกับโทนสีนุ่มนวล แถมด้วยรูปปั้นน้องแมวนั่งเฝ้าบันได ซึ่งมีภาพเจ้าตูบติดประดับไว้ที่ผนังด้านใน เหมือนจะบอกถึงความสมานฉันท์ของทั้งคู่ไว้ได้อย่างน่ารัก 17. นั่งๆ นอนๆ ทำไมต้องเลือกเตียงหรือโซฟาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ไอเดียนี้นำเสนอการรวมสองฟังก์ชันระหว่างการนั่งและการนอนไว้ในมุมเดียวกัน โดยใช้เบาะใหญ่วางเข้ามุมบนตั่งเตี้ยซึ่งออกแบบให้มีลิ้นชักสำหรับเก็บของ แล้วกั้นความเป็นสัดส่วนด้วยฉากสีขาวด้านข้าง ซึ่งเจาะช่องสำหรับวางหนังสือหรือของใช้ชิ้นเล็ก 18. โซฟาทำเอง อีกไอเดียหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องหาซื้อโซฟาตัวใหญ่ราคาแพง แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์จากการผสมผสานเบาะรองนั่งสีสวยลายเท่มาซ้อนกัน รวมไปถึงหมอนสีหวานเข้าบรรยากาศมาไว้พิงหลังแทนพนักเบาะ ตามด้วยม่านสีสด ก็ทำให้มุมง่ายๆ นี้จี๊ดใจได้เหมือนกัน 19. บ้านนกสีสวย หาไอเดียแต่งบ้านตัวเองมาหลากหลายแล้ว สุดท้ายของจบด้วยความน่ารักของบ้านนกซึ่งนอกจากดีไซน์ตัวบ้านให้มีหลังคาสูง ทรงเท่แล้ว ยังทาสีหลังคาด้วยชมพูบานเย็นหวานล้ำ เพื่อรับกับมุมโซฟาสีสดสำหรับนั่งเล่นนอกบ้าน
เข้าชม : 234 ครั้ง
ที่มา : siamha.com

แต่งบ้านสวยด้วยดอกไม้...


แต่งบ้านสวยด้วยดอกไม้...
โดย : นิตยสาร Livingetc
Share |
ดอกไม้ในสวนสวยมอบความสุขความเบิกบานใจให้ผู้ มาเยือนได้อย่างไร ดอกไม้ในบ้านหลังเล็ก ๆ ก็มอบความสดชื่น ความอบอุ่นใจให้กับเจ้าของได้...

ดอกไม้ไม่เพียงมอบความล้ำค่าทางใจเท่านั้น แต่ยังได้รับการเลือกสรรมาใช้ในการประดับมุมต่าง ๆ ของสถานที่พำนักพักพิง เพื่อส่งทอดความงามตามธรรมชาติผ่านการชื่นชมทางสายตาอีกด้วย บ่อยครั้งดอกไม้จึงทำหน้าที่ประหนึ่งของตกแต่งหรืออุปกรณ์เพิ่มเติมเสริม เสน่ห์และความน่าสนใจให้กับบ้านท ั้งหลังได้อย่างมหัศจรรย์ทีเดียวขึ้นอยู่กับว่าเราจะเสกสรรปั้นแต่งออกมาใน รูปแบบไหน สไตล์ใด หนึ่ง

บางครั้งบ้านที่ว่างเปล่าอาจดูมีชีวิตชีวาในชั่วพริบตา
ด้วยการตกแต่งผนัง บานพับ หรือฉากกั้นสีขาวโพลนด้วยดอกไม้สีต่าง ๆ เช่น นำกล้วยไม้แวนด้าสีม่วงเข้มมาจัดวางอย่างมีจังหวะเหมือนดนตรี ให้ไล่เลื้อยเล่นระดับตามจินตนาการ ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้มาแต่งแต้มมากมาย เพราะความงามอย่างลงตัวอาจใช้ดอกไม้ประดับเพียงไม่กี่ดอกก็ได้ นอกจากนั้นการนำเอากี๋ โคมไฟ หรือพัดลมทรงโบราณ ซึ่งเป็นของใช้ที่มีอยู่แล้วในบ้าน มาวางตรงมุมข้างใดข้างหนึ่งของผนัง บานพับ หรือฉากกั้นนี้ ก็จะช่วยให้บรรยากาศโดยรวมชวนมอง ผ่อนคลาย และ สร้างความแปลกตาแปลกใจยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน สอง

การตกแต่งบ้านด้วยภาพศิลปะของศิลปินดังหรือมีชื่อเสียง
เป็นความนิยมโดยส่วนใหญ่ หากต้องการสร้างความรู้สึกหรือแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ก็น่าจะลองดัดแปลงทำภาพศิลปะด้วยการประยุกต์ใช้ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ ด้วยฝีมือของตัวเองดูบ้าง วิธีการง่าย ๆ คือ การนำเอาใบบัวแห้งย้อมสีอ่อนสลับเข้มมาบรรจงห่อหุ้มโฟมสี่เหลี่ยมให้กลาย เป็นกรอบรูปอันสวยงาม ลวดลายของใบบัวผสานเข้ากับการตกแต่งดอกแคทลียาสีเหลืองสดใสไล่ไปตามเส้นสาย ของรากกล้วยไม้บนพื้นผิวภาพ จะทำให้ กรอบรูปนี้เกิดประกายแห่งความชุ่มฉ่ำและสวยงามเกินบรรยายโดยเฉพาะเมื่อแซม เถาชาลีและมิกกี้เม้าส์เป็นลูกเ ล่นอีกนิดหน่อย ภาพศิลปะจากธรรมชาติแท้ ๆ จะสร้างรอยยิ้มและความประทับใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นมุมของโต๊ะวางหนังสือหรือคอนโซลวางของภายในบ้านซึ่งเคยดูหงอยเหงา น่าเบื่อ เมื่อนำเอาภาพศิลปะที่สร้างสรรค์จากดอกไม้ดังกล่าวมาตั้งประดับพร้อมไปกับ กองหนังสือหรือถ้วยโถโอชาม มุมของโต๊ะหรือคอนโซลนั้นก็จะกลายเป็นมุมที่มีความโดดเด่น สะดุดตา และเปี่ยมพลังขึ้นมาทันที สาม

จากกรอบรูปเดิมที่วางเป็นภาพศิลปะ
ถ้าเปลี่ยนบรรยากาศนำมาวางแนบในแนวราบบนโต๊ะอาหารเพื่อสร้างพื้นผิวที่แปลก ตาออกไปแทนผ้าปูโต๊ะซึ่งเห็นกั นอย่างดาษดื่น ก็จะสร้างความรู้สึกที่สดชื่นและสวยงามตามธรรมชาติ แตกต่างจากดินเนอร์ทุกครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งทำให้การรับประทานอาหารครั้งใหม่ในบ้านหลังเดิมมีรสชาติและความ รื่นรมย์มากขึ้นตามไปด้วย สี่ - เมื่อไหร่ที่รู้สึกอยากสร้างความหวานโรแมนติกให้กับบ้านก็ตามคงหนีไม่พ้นการ นึกถึงเชิงเทียนและแสงอันนุ่ม นวล ถ้าเช่นนั้นการนำเอาทาวเวอร์หรือถาดใส่ขนมซึ่งแบ่งเป็นชั้น ๆ มาประยุกต์ทำเป็นเชิงเทียนอันเก๋ไก๋จึงเป็นวิธีการสร้างสรรค์อันเรียบง่าย แต่ตอบสนองความพึงพอใจได้อย่างค รบถ้วน เพราะเชิงเทียนนี้สามารถตกแต่งให้อ่อนหวานยิ่งขึ้น ด้วยกลีบกุหลาบสีชมพูสอดแทรกด้วยแดงสดใสของมิกกี้ เม้าส์ และแดงเข้มของกุหลาบหิน ผสมผสานกับฟ้าละมุนของไฮเดรนเยีย แล้วจุดเทียนให้สว่างไสวพร้อมวางประดับไว้ตรงมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน

เพียงเท่านี้... ค่ำคืนนั้นก็หวานหยาดเยิ้มและเป็นภาพแห่งความทรงจำตราบนานเท่านาน สำหรับเจ้าของบ้านและแขกผู้มาเยือนได้แล้ว ดอกไม้ทุกดอก สีสันทุกสีจากธรรมชาติสามารถบันดาลให้กลายเป็นของแต่งเติมเสริมประดับบ้าน ให้มีบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์ได้ ไม่รู้จบขอเพียงรู้จักสร้างสรรค์และนำมาใช้อย่างมีศิลปะ ดอกไม้ก็จะทำหน้าที่เป็นสิ่งประดับที่มีคุณค่าทางใจและความสวยงามทางสายตาหา สิ่งใดเปรียบเทียบมิได้


เข้าชม : 2530 ครั้ง
ที่มา : นิตยสาร Livingetc

ออกแบบบ้านผสมศิลปะและไอเดีย...


ออกแบบบ้านผสมศิลปะและไอเดีย...
โดย : คุณอภิชาติ แหยมเจริญ คุณธนพัฒน์ จตุพรภักตร์
Share |
การนำงานศิลปะหลากสาขามาตกแต่งบ้านไม่ใช่ เรื่องที่ง่ายนัก แต่ถ้ามีความชอบก็ไม่ยากที่ให้งานศิลปะนั้นช่วยเสริมสร้างบรรยากาศให้กับตัว บ้าน ของ นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ผู้หลงใหลในผลงานศิลปะ
เจ้าของบ้านเป็นหนุ่มโสดหลงใหลงานศิลปะและดนตรี เมื่อจะตกแต่งบ้านอินทีเรียร์จึงเลือกรูปแบบที่จะทำให้บ้านโดดเด่นตามไล ฟ์สไตล์ ด้วยคอนเซปต์ “Modern Industry” ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ภาพรวมของบ้าน ตรงที่นำเอาเรื่องของศิลปะเข้ามาเสริมให้บ้านดูเป็นบ้านมากขึ้น ปรากฎให้เห็นเป็นภาพเขียนที่ประดับประดาอยู่ทั่วบ้าน เป็นผลงานของศิลปินชื่อดังที่หาได้ไม่ยาก เพราะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่คุณโทดูแลอยู่ บรรยากาศบ้านเน้นโทนสีเข้มใช้วัสดุที่ดีและ Contrast “วัสดุดิบๆ ผิวหยาบๆ แบบลอฟต์ ทำให้บ้านดูแข็งแต่ลดทอนด้วยโทนสีธรรมชาติของไม้ที่นำมาใช้ผสมผสานทำให้บ้าน ดูอบอุ่นมากขึ้น “ บรรยายภาพ 1.ด้านหนึ่งของบ้านกันไว้เป็นห้องทำงาน ตกแต่งแบบเรียบ ด้วยเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน ผนังด้านในสุดทำเป็นชั้น หนังสือเต็มพื้นที่ผนัง โต๊ะทำงานเป็นโครงไม้ที่มีเสาเป็นตัวยึด Top วางด้วยกระจกใสทรงสี่เหลี่ยม บานหน้าต่างติดมูลี่ไม้ แต่ที่โดดเด่นเตะตากลับเป็นฝ้าเพดาน ซึ่งเพิ่ม Detail เส้นสาย ให้น่ามองมากขึ้น 2.ประตูทางเข้าบ้านขนาดพิเศษ วงกบเป็นเหล็กพ่นสีดำ ตัวบานเป็นไม้สักย้อมสี สร้าง Detail ให้ดู แปลกตาด้วยแผ่นเหล็กสีดำขนาดต่างกันติดซ้อนให้มีร่องของรอยต่อทำให้ดูมีมิติ และใช้เป็นมือจับไปด้วยในตัว 3.ผนังหัวเตียงตกแต่งแปลกตาด้วยการกรุแผ่นทองแดงขนาดต่างกัน จัดเรียงซ้อนต่างระดับ เสริมด้วยไฟดาวน์ ไลท์ตรงหลุมฝ้าเพดานสร้างมิติของแสงทำให้ผนังกลายเป็นพระเอกของห้อง 4.เพิ่มความงามให้ห้องเพดานสูงโปร่งด้วยโคมไฟคริสตัลทรงบอลขนาดต่างกัน แขวนให้สูงต่ำ เป็นของ Charoenchai ราคา 45,000 บาท 5.ห้องรับแขกที่ผสมผสานด้วยของเก่าของใหม่ จอพลาสม่ายึดลอยติดกับโครงเหล็กฝังผนัง 2 ข้าง เป็นโครงเหล็กพ่นสีดำทำเป็นชั้นวางของสุดโก้ ส่วนโต๊ะเล็ก ๆ สีโอรสนั้นก็ดึงความเด่น สร้างความสว่างได้ไม่น้อย 6. เสาปูนเปลือยที่ดูธรรมดาโดดเด่นขึ้นมาด้วยการใช้ไม้อัดวีเนียร์สีโอ๊คเข้ม กรุให้มีดีไซน์ไม่เหมือนใคร เพื่อให้เข้ากับสไตล์ของบ้านและไลฟ์สไตล์ของผู้เป็นเจ้าของ 7.ปกปิดความธรรมดาให้กลายเป็นงานประติมากรรมชิ้นเอกด้วยงานดีไซน์ของตัวเสา กลางบ้าน ซึ่งกรุ ด้วยไม้อัดวีเนียร์ให้เป็นเหลี่ยมมุมดูแปลกตา ตู้โชว์บิวท์อินโครงเหล็กกรุด้วยแผ่นทองแดง หน้าบานด้านหนึ่งเป็นโครงเหล็กดัดพ่นสีดำ อีกด้านเป็นกระจกใสแผ่นใหญ่ 8.ห้องอาหารคั่นด้วยประตูบานเลื่อนไม้ขนาดใหญ่กับห้องทำงาน หรูเก๋ด้วยโต๊ะไม้สักตัวยาว ราคา 40,450 บาท เก้าอี้เดี่ยว 4 ตัว ราคา 35,400 บาท และม้านั่งตัวยาว ราคา 24,950 บาท ของ E.G.G โคมไฟแขวนรางแบบโมเดิร์นของ 220 Volts ด้านในเป็นครัวเพนทรี่แบบเรียบๆ ที่เสริมแต่งด้วยโครงเหล็กดัดพ่นสีดำตรงส่วนของไอส์แลนด์ 9. อ่างล้างหน้าที่ดูแปลกและหาเมือนได้ยาก เพราะเป็นเคาน์เตอร์หินแกรนิตสีดำทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ที่ฝังล้างหน้าแบบ 2 หลุม ส่วนกระจกเงาก็สุดโก้ เมื่อยึดติดไว้กับโครงท่อเหล็ก 10.บันไดที่ดูเหมือนลอย เพราะยึดด้วยราวโครงเหล็กพ่นสีดำ ตัวขั้นบันไดเป็นไม้อัดหนา เสริมความหนา ดูแข็งแร็งด้วยโครงเหล็กกรุโดยรอบด้วยแผ่นทองแดง ราวบันไดเหล็กติดกระจกใสกันตกและทำให้ดูโปร่งโล่งไม่อึดอัด 11.ห้องน้ำแบบเท่ห์ๆ ที่บ่งบอกได้ถึงไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้าน ยกสเต็ปพื้นส่วนเปียกขึ้นปูด้วยกระเบื้อง สีดำสร้างมิติของแสงด้วยไฟดาวน์ไลท์ที่ส่องผ่านก้อนกรวดสีดำ กั้นส่วนชาวเวอร์ด้วยกระจก มีอ่างจากุสซี่ที่หล่อด้วยหินขัด Terrazzo สีดำ บานหน้าต่างติดด้วยมูลี่ไม้ทำให้ห้องดูเป็นธรรมชาติ 12.ห้องรับแขกสไตล์ Mix & Match ผสมผสานระหว่างโซฟาหนังแบบคลาสสิกสีดำตัวใหญ่ โต๊ะกลางซึ่ง เป็นตู้ไม้สีเหลืองเพ้นท์ลายสไตล์จีน และประติมากรรมรูปหล่อสำริดสีดำเมี่ยมบนแท่นหินแกรนิต เหนือขึ้น ไปประดับภาพวาดผลงานทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่
เข้าชม : 3429 ครั้ง
ที่มา : บริษัท : สถาปนิก : คุณสมรรถ นานา

ตกแต่งออกแบบบ้านให้คุ้มค่าเงิน...


ตกแต่งออกแบบบ้านให้คุ้มค่าเงิน...
โดย : อินเตอร์เน็ต
Share |
ความท้าทายของการตกแต่งบ้านไม่ได้มีแค่เพียงการเนรมิต “วิมานในฝัน” ให้ออกมาสวยหรู ดูดี มีรสนิยมเท่านั้น...
การตกแต่งบ้านเป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยความคิดเชิงสร้างสรรค์และไอเดียค่อน ข้างสูงกว่างานศิลปะประเภทอื่น นั่นเป็นเพราะว่าองค์ประกอบและปัจจัยที่ทำให้บ้านออกมาดูดีนั้นไม่ได้ใช้แค่ เพียงทฤษฎีการออกแบบอย่างเดียว แต่ยังประกอบไปด้วยความชอบ, ความพึงพอใจ, ความเหมาะสม ซึ่งทุกรายละเอียดเหล่านี้ต้องใช้ความอดทน ใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยรวมถึงการคำนึงถึงคุณค่าของสิ่งที่นำมาใช้ด้วย จำไว้ว่าสำนึกที่ดีที่ควรจดจำ (นอกจากการสร้างสรรค์งานให้ออกมาดูดีที่สุด) ก็คือ “ต้องมีสำนึกโดยการออกแบบให้คุ้มค่ากับทุกอย่างที่สูญเสียไปด้วย” การออกแบบที่คนออกแบบไม่ลงลึกหรือใช้ความคิดเพียงด้านเดียวนั้น ถึงงานออกมาดูดีแต่มันก็ไม่มีคุณค่าเพียงพอให้จดจำ! การตกแต่งภายในนั้นประกอบไปด้วยรายละเอียดในทุกตารางนิ้วที่มีความหมายต่อ การเลือกใช้วัสดุทุกอย่างเป็นอย่างยิ่ง จะใช้วัสดุอย่างไรไม่ก่อให้เกิด “เศษเหลือ” (หรือพูดให้ง่าย ๆ ขึ้นก็คือ “ขยะ” นั่นเอง) เพราะทุกอย่างล้วนเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น ก่อนจะลงมือตกแต่งจึงควรมีการวางแผนเป็นขั้น ๆ คือ “ถึงจะออกแบบไม่ให้เสียเศษแต่ก็ต้องครบตามจุดประสงค์ด้วย” แน่นอนว่านี่คือความจริงที่สุดเพราะถ้าออกแบบแบบมัธยัสถ์สุด ๆ (อันผิดจุดประสงค์ของการไม่ให้เสียเศษไปนิด ๆ) แต่บ้านที่ออกมาไม่โดนใจหรือไม่เป็นไปดั่งที่คิดไว้แต่แรก มันก็ถือว่าเป็นความล้มเหลวของการแต่งบ้านอยู่ดี!
เข้าชม : 1343 ครั้ง
ที่มา : เส้นทางสายไม้ไทย

ออกแบบบ้านอย่างไร...อยู่แล้วมีความสุข

ออกแบบบ้านอย่างไร...อยู่แล้วมีความสุข
โดย : กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
Share |
คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า “การตกแต่งภายใน” คือการพา Interior Designer (มัณฑนากร) มาเลือกซื้อของเข้าบ้าน จัดวางเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน หรือออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน (Built in Furniture)
แต่จริงๆ แล้วการตกแต่งภายในมีความหมายครอบคลุมถึงการออกแบบและการตกแต่งบ้านที่ต้อง คำนึงถึงฟังก์ชั่นและการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยว่า...ทำอย่าง ไรให้มีความสุขในบ้านหลังนี้? โดยเน้นหลักของการจัดวางตำแหน่งพื้นที่ของห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องรับแขก ห้องทานอาหาร ตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ การเลือกใช้สี การจัดแสงไฟ การเลือกใช้วัสดุปิดผิวต่างๆ รวมถึงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งช่วยให้บ้านของคุณมีความน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น และเป็นสิ่งที่จะแสดงถึงสไตล์ หรือรสนิยมของเจ้าของบ้านนั่นเอง เรามักจะได้พบได้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ว่า บ้านที่ไม่ได้รับการออกแบบตกแต่งที่ถูกต้อง มักจะมีเหตุการณ์แปลกประหลาดอยู่ในบ้านนั้น เช่น พื้นที่ระหว่างเสาที่ไม่สามารถวางตู้ได้ ห้องครัวที่ยากต่อการใช้สอย แสงในห้องที่ไม่เพียงพอ โต๊ะกินข้าวที่สมาชิกในบ้านไม่สามารถนั่งพร้อมกันได้ หรือแม้กระทั่งห้องรับแขกที่เหมือนจะบอกแขกผู้มาเยือนว่าเมื่อไหร่จะกลับ บ้านซักที เป็นต้น “สิ่งเหล่านี้” มักจะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยต้องการ แต่มันพาลจะเข้ามาอยู่ในบ้านกับเราซะงั้น!!! แต่คุณไม่ต้องกังวลใจไป เพราะเมื่อคุณเลือกที่จะใช้มัณฑนากรมาเป็นผู้รังสรรค์ความคิดฝันในไอเดียของ คุณให้กลายเป็นความจริง การออกแบบตกแต่งภายในก็จะสามารถปรับเปลี่ยนและจัดพื้นที่ บรรยากาศ ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของบ้านคุณได้อย่างสวยงามและลงตัว อย่างเช่น ทิศทางของแสงแดด ทิศทางของลม การจัดบรรยากาศของห้องต่างๆ ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าของบ้านได้ นอกจากความสะดวกสบายแล้ว ยังต้องสวยงามผสมผสานกับศิลปะ ฟังก์ชั่นที่ดี ฟอร์มก็ต้องดีตามด้วยนะครับ อย่างเรื่องการเลือกใช้วัสดุปิดผิวที่ในท้องตลาดมีมากมายหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับงานในแต่ละสไตล์ เช่น กระเบื้อง ก็มีแบบหลายสิบแบบให้เลือกสรร ทั้งกระเบื้องธรรมชาติ กระเบื้องมัน กระเบื้องเงา กระเบื้องแกรนิตโต้ กระจกก็มีเป็นสิบๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นกระจกลามิเนท กระจกฝ้า กระจกใส กระจกเงา กระจกลายผ้า นี่ยังไม่นับวัสดุอีกเป็นหลายสิบชนิดเช่นกัน ซึ่งเราสามารถนำเอาวัสดุต่างๆ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ จัดให้สวยงาม เกิดเป็นรูปแบบที่ลงตัวและเกิดประโยชน์ด้วย อย่างห้องเล็กๆ อาจจะใช้กระจกเงาเข้ามาตกแต่งผนัง แล้วอาศัยแสงไฟช่วยซักเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ห้องดูกว้าง น่าอยู่ เป็นต้น ความหลากหลายของวัสดุ บวกกับความชอบของเจ้าของบ้านแบบใหม่ๆ (แถวบ้านเรียก “แนว”) จึงก่อให้เกิดรูปแบบสไตล์การออกแบบตกแต่งภายในที่หลากหลาย สไตล์ใคร สไตล์มัน เกิดเป็นความยูนีคขึ้น เป็นบ้านหลังเดียวในโลก ไม่มีใครเหมือน และไม่มีเหมือนใคร สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ว่าหากวันนี้คุณกำลังจะเริ่มการออกแบบตกแต่งภายในของบ้านในฝันหรือเรือนหอ รักของคุณกับใครสักคน การตกแต่งภายในนั้นจะทำให้ชีวิตของคุณมีความสุขกับบ้านแสนรักหลังนี้ได้ โดยมัณฑนากรจะขัดเกลาจากการนำเอาความคิด ความชอบ บวกลักษณะนิสัยส่วนตัวของเจ้าของบ้าน มาคลุกเคล้ากับศิลปะและทักษะของผู้ออกแบบเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามในสไตล์ที่เป็นคุณนั่นเองครับ
เข้าชม : 5455 ครั้ง
ที่มา : สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์

ออกแบบบ้านให้สวย...ด้วยศิลปะหลายแขนง


ออกแบบบ้านให้สวย...ด้วยศิลปะหลายแขนง
โดย : รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
Share |
เมื่อพูดถึงในงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านเรา มีอยู่สไตล์หนึ่งซึ่งแม้กระทั่งนักออกแบบหรือมัณฑนากรแทบไม่ค่อยรู้จัก หรือมักนำมาใช้ในงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านเรา และเท่าที่ทราบก็ยังไม่ค่อยมีท่านใดนำมาประยุกต์ใช้
อาจเนื่องด้วยรายละเอียดของงานและการประดิดประดอยทำได้ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยช่างปั้นบัวที่เก่งฉกาจมากจึงจะออกมาได้สวยงาม สไตล์ที่กล่าวถึงนี้มีชื่อเรียกว่า โรโคโค ที่อยู่ในช่วงราวพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และเทียบเคียงได้กับสมัยอยุธยาเลยทีเดียว นับเป็นยุคทองของฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในแถบยุโรปหันมาตกแต่งโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในพระราชวัง ปราสาท และคฤหาสน์ต่างๆ เราลองมาทำความรู้จักคุ้นเคยกับสไตล์ที่ว่ากันสักเล็กน้อยด้วยการย่อยข้อมูล และประวัติความเป็นมา ลักษณะเครื่องเรือนและการตกแต่ง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีใครสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านของท่าน ศิลปะโรโกโก ROCOCO ประวัติทั่วไป ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ของยุโรป กล่าวคือ คำว่า “Rococo” นี้มาจากคำว่า “Rocille” (Shell Shape) ซึ่งเป็นลายแม่บท (Motif) ที่นิยมกันมากในการตกแต่งประดับประดาของบาโรค และเมื่อคำว่า “Rocaille” นี้มาผสมกับคำว่า “Baroco” ในภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า “Baroque” เลยกลายเป็นคำว่า “Rococo” คำนี้เริ่มใช้โดยนักประวัติศาสตร์ประมาณปี ค.ศ.1730-1840 เพื่อเรียกช่วง (Phase) สุดท้ายของบาโรคในระยะเวลาประมาณตั้งแต่ปี ค.ศ. 1720 ถึง 1770/80 กว่าๆ กล่าวคือ จนถูกนีโอคลาสสิคซิสม์ลบล้างลง และคำนี้ใช้กับงานศิลปะทุกแขนงรวมทั้งสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง แม้ว่าคำว่า “Rococo” นี้จะเริ่มต้นมาจากมัฑนศิลป์ (Decortive Arts) ก่อนก็ตามและ “Rococo Style” บางครั้งก็เรียกว่า “Style of Louis XV” อันเป็นการสะท้อนถึงรสนิยมในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส (ค.ศ. 1715- ค.ศ. 1774) รูปทรง (Form) ที่อวบอิ่มและค่อนข้างหนักของบาโรค เริ่มเปลี่ยนเป็นรูปทรงตรงโปร่งบางเบาและงดงามโปร่งบาง (Elegant) รูปทรงแบบตัวเลข (S) ยิ่งผอมสูงยิ่งขึ้น และการประดับประดาลวดลายต่าง ๆ จะได้รับการออกแบบโดยใช้รูปทรงหลายประเภทผสมกันที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เช่น เปลือกหอย กิ่งไม้ ก้อนหิน เป็นต้น รวมทั้งรูปทรงที่สะท้อนถึงความสนุกสนานบันเทิงใจอันเป็นลักษณะของสมัยนั้น รูปแบบโรโคโคนี้เป็นรูปแบบของการประดับประดา (Ornamental Style) ที่บางเบาผิวเผินบนพื้นผิวมากกว่าที่เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนงอกออกมาจากส่วน ต่าง ๆ ของอาคารแบบบาโรค ในทางสถาปัตยกรรมรูปแบบบาโรคที่แสดงออกถึงอารมณ์ ซึ่งมีการิโน การินิ (ค.ศ.1625-ค.ศ.1667) เป็นต้นกำเนิดถูกแปรเปลี่ยนไปตามรสนิยมของชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมาผสมผสานกับระบบการตกแต่งประดับประดาของฝรั่งเศสในสมัยพระ เจ้าหลุยส์ที่ 15 คือ โรโคโค เมืองเวียนนา ในประเทศออสเตรีย และภายใต้ของประเทศเยอรมันเป็นผู้นำในสถาปัตยกรรมโรโคโค นอกเหนือจากฝรั่งเศสผู้เป็นต้นตำหรับ ซึ่งจะเห็นได้จากการนำเอางานจิตรกรรม ประติมากรรมมัณฑนศิลป์สาขาต่าง ๆ มาผสมผสานกันกับสถาปัตยกรรมจนเกิดผลรวมทั้งหมดที่หรูหราวิจิตรพิสดารและมี ชีวิตชีวา ในผลงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิกโรโคโคพวกนี้โดยทั่วๆ ไปเราจะสังเกตได้ว่ามีการจัดแปลนที่ประสานกลมกลืนกับบริบทโดยรอบ เช่น สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ ถนนหนทาง เป็นต้น และการออกแบบแปลนและรูปด้านที่ประสานกลมกลืนกัน ในระยะแรกความสำคัญของศิลปะโรโคโคอยู่ที่การตกแต่งและการประดิษฐ์ลวดลาย ประดับอาคารและอื่นๆ โดยได้รับอิทธิพลศิลปะบาโรกของอิตาลี ซึ่งเข้ามาพร้อมกับการสร้างพระราชวังแวร์ซาย ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ช่างชาวฝรั่งเศสได้ดัดแปลงความละเอียด ความโอ่อ่าหรูหราตลอดจนเส้นและรูปทรงที่โค้งฉวัดเฉวียน แต่ยังคงความแข็งแรง แน่นทึบของมวลปริมาตรอยู่ ให้มาเป็นความนุ่มนวล อ่อนหวาน บอบบางมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะปรากฏให้เห็นทั้งงานวิจิตรศิลป์และศิลปะประยุกต์ ROCOCO PERIOD 1730-1760 สมัยของระยะพระเจ้าหลุยส์ที่15 (1723-1774) เป็นระยะเวลาที่ศิลปะและการตกแต่งทำกันอย่างประหยัดลงขนาดของห้องและลักษณะ ของเครื่องเรือนเล็กลงและการตกแต่งมีความเว้าโค้งอ่อนไหวมาก สีที่ใช้ก็อ่อนๆนุ่มนวล มีลักษณะของสตรีเพศแฝงอยู่ตัดลักษณะเสาของสถาปัตยกรรมโบราณออกและมีอิทธิพล ของทางตะวันออกมากขึ้น การตกแต่งสมัยโรโคโคนี้เป็นที่เข้าใจว่าหลุยส์ที่ 15 ให้ความสำคัญในการตกแต่งภายในมากกว่าสถาปัตยกรรม คำว่า ROCOCO คือคำว่าที่รวมความหมายในภาษฝรั่งเศส ระหว่างคำว่า ROCAILLE ซึ่งหมายถึง หิน คำที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ และคำว่า COQUILLE ซึ่งหมายถึง หอย ฝาหอย จึงทำให้ลวดลาย หลักที่ใช้ในสมัยนี้มีลายฝาหอยเป็นสำคัญ การออกแบบในสมัยนี้ยึดหลักความเหมาะสม ความสะดวกสบายด้านการใช้สอยของมนุษย์เป็นหลักสำคัญห้องต่างๆมีขนาดเล็กลงและ เพิ่มการแบ่งสัดส่วนของเนื้อที่ให้ได้รับประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการต่างๆ เช่น ส่วนที่เป็นกลางซึ่งใช้รวมกันและส่วนที่เป็นบริเวณส่วนตัวโดยเฉพาะ มีการจัดห้องรับรองสำหรับใช้ฤดูหนาวและฤดูร้อน ห้องสมุดส่วนพระองค์ ห้องนั่งเล่น ห้องพักผ่อน ห้องเล่นเกม ห้องดื่มกาแฟ ห้องดนตรี ห้องนอนและห้องแต่งตัว ซึ่งทุกอย่างเหมือนการจัดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยกเว้นห้องน้ำ มีส่วนลับเฉพาะสำหรับส่วนตัวจริงๆซึ่งซ่อนอยู่หลังตู้เสื้อผ้า โดยต้องเข้าทางตู้เสื้อผ้าหรือเจาะช่องเข้าทางผนังห้องซึ่งตกแต่งไว้ แต่ไม่เน้นเป็นประตู การตกแต่งแบบโรคโคโค ซึ่งมีการใช้เส้นโค้งเว้าอย่างอิสระ (CURVILINER) นั้นแสดงออกให้เห็นลักษณะลวดลายซึ่งเลื้อยไหลในส่วนลายละเอียดมีลักษณะของ เปลวไฟ ลักษณะของห้องดู มีเสน่ห์ การตกแต่งผนังส่วนใหญ่เป็นไม้ ระหว่างช่วงที่ผนังชนเพดานมีเพียงบัวประกอบมุมเท่านั้น ลดช่วงขนาดของการตกแต่งผนังให้เล็กลง ส่วนบนและส่วนล่างของกรอบที่ใช้ตกแต่งผนังเป็นไม้แกะลายเส้นเหมือนขอบริม ฝีปากของผู้หญิงหรือเป็นเส้นโค้งเว้าต่อเนื่องกัน ตามมุมกรอบที่ตกแต่งผนังมีลักษณะสี่เหลียมผืนผ้าตามแนวตั้งเพื่อประกอบความ สูงของห้อง ไม่มีการใช้กรอบลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสเลย ในผนังด้านหนึ่งมีการแบ่งเป็นกรอบเล็กกรอบใหญ่ประกอบกันไป รวมทั้งผนังที่ตรงข้ามกัน มีการประกอบลวดลายและเดินเส้นทองเขียนตกแต่งช่วงกลางกรอบด้วยลายเครือ เถาวัลย์สีนุ่มนวล ส่วนที่อยู่อาศัยทั่วไปก็เพียงแต่ทาสีเท่านั้น ในบางห้องใช้ไม้โอ๊คสีธรรมชาติลงขี้ผึ้งขัดเนื้อไม้เป็นพื้น และในบางห้องก็ทาสีอ่อนๆ เช่นสี ชมพู เขียวอ่อน เหลืองอ่อน เป็นต้น ในระยะนี้มีการห้อยผ้าทอเป็นภาพตกแต่งผนังซึ่งเป็นส่วนที่เด่นของห้องหรือ ที่ประหยัดกว่าก็ใช้ผ้าไหมเขียนภาพห้อยตกแต่งผนังแทน ส่วนที่ใช้ในการตกแต่งผนังอย่างอื่นก็มี เช่น กระจกเงา เชิงเทียน เตาผิงทำด้วยหินอ่อน ชั้นขอบเหนือเตาผิงมีลักษณะโค้งเว้า ลักษณะนี้รวมไปถึงด้านหน้าที่เป็นช่องใส่ฟืนด้วย ช่วงเหนือเตาผิงตกแต่งด้วย ไม้แกะสลัก กระจกเงา หรือภาพเขียน ส่วนผนังด้านตรงข้ามรวมไปถึงด้านหน้าที่เป็นช่องใส่ฟืนด้วย เหนือโต๊ะคอนโซลตกแต่งด้วยกระจกเงาเพื่อสะท้อนแสงสว่างจากโคมระย้าที่ ห้อยอยู่ตรงกลางห้อง หน้าเตาผิงมีแผ่นเหล็กตกแต่งด้วยลวดลายทองแบบโรคโคโคเพื่อบังแสง ลูกไฟและกระจายความร้อน ลวดลายที่อยู่บนผ้าที่ใช้ในการตกแต่งมีขนาดเล็กลง มีลายรูป ริ้วแถบผ้า ช่อดอกไม้ ลายฝาหอย ประกอบกับลวดลายโค้ง เว้า กลมกลืนกับความโค้งของเส้นรอบบัวที่ตกแต่งผนังและมีการใช้ผ้าฝ้ายพิมพ์ลวด ลายกลุ่มใหญ่โดยใช้สีแดง น้ำเงิน เขียวและสีไข่ไก่ ลงบนผ้าพื้นสีขาว หน้าต่างห้อยม่านสีอ่อนๆ พื้นไม้ปาร์เก้สี่เหลี่ยมผืนผ้าสลับสีด้วยไม้ต่างชนิดกัน ส่วนที่เป็นห้องโถงส่วนกลางปูพื้นด้วยแผ่นหินอ่อนสี่เหลี่ยม แล้วปูด้วยพรมชนิดหนาลวดลายโรคโคโค สีนุ่มนวล ศิลปโรโคโค (ภาษาอังกฤษ:Rococo) หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า "ศิลปแบบหลุยส์ที่ 15" (Louis XIV Style) ศิลปโรโคโคเริ่มพัฒนามาจากศิลปฝรั่งเศส และการตกแต่งภายในเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18 ห้องที่ออกแบบแบบโรโคโคจะเป็น เอกภาพ คือทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง ไม่ว่าจะเป็นผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องประดับ จะออกแบบเพื่อให้กลมกลืนกันอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่จะอิสระต่อกัน คือไม่มีสิ่งใดในห้องนั้นที่นอกแบบออกมา ภายในห้องจะมีเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหราและอลังการ รูปปั้นเล็กๆแบบประดิดประดอย ภาพเขียนหรือกระจกก็จะเป็นกรอบลวดลาย และพรมแขวนผนัง ที่ถ้าแยกอะไรออกมาก็จะทำให้ห้องนั้นไม่สมบูรณ์แบบ ศิลปโรโคโคมาแทนด้วยสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิคและบาโรค สไตล์โรโคโคเริ่มขึ้นจากงานมัณฑนศิลป์และศิลปะการตกแต่งภายใน ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส เมื่อปลายรัชสมัยการตกแต่งอย่างหรูหราแบบโรโคโคก็เริ่มเบาขึ้น มีเส้นโค้ง และลวดลายเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลักษณะเช่นนี้จะเห็นชัดได้จากผลงานของ นิโคลัส พินเนอ (Nicholas Pineau) ระหว่างสมัยรีเจนซ์ (R?gence) ชีวิตราชสำนักก็เริ่มย้ายออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ โรโคโคก็มีรากฐานมั่นคงขึ้นโดยเริ่มจากงานในวังหลวงแล้วขยายออกมาสู่งาน สำหรับชนชั้นสูง ลักษณะอ่อนไหวและขึ้เล่นของโรโคโคทำให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ของรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 โดยแท้ราวประมาณปี ค.ศ. 1730 เป็นระยะที่ศิลปโรโคโครุ่งเรืองที่สุดในประเทศฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมลักษณะนี้เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลต่อศิลปะแขนงอื่นๆด้วย เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม และ เฟอร์นิเจอร์ จะเห็นได้จากงานของ ฌอง อองตวน วัตโตว์ (Jean-Antoine Watteau) และ ฟรองซัวส์ บูแชร์ (Fran?ois Boucher) ศิลปโรโคโคยังรักษาลักษณะบางอย่างของศิลปบาโรกเช่นความซับซ้อนของรูปทรง (form) และความละเอียดลออของลวดลาย แต่สิ่งที่โรโคโคจะแตกต่างกับบาโรกคือจะผสมผสานลักษณะอย่างอื่นเข้ามาด้วย รวมทั้งศิลปะจากทางตะวันออกโดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น และองค์ประกอบจะขาดความสมดุล (asymmetric) ศิลปะแบบโรโคโคเผยแพร่โดยศิลปินชาวฝรั่งเศส แต่ผู้ที่ตื่นเต้นกับศิลปะลักษณะนี้มากก็คือสถาบันคาทอลิกทางใต้ของประเทศ เยอรมนี บริเวณโบฮิเมีย (Bohemia-ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก) และประเทศออสเตรีย เพราะเป็นศิลปะที่สามารถประสมประสานอย่างกลมกลืนกับศิลปบาโรคแบบเยอรมนีได้ เป็นอย่างดี ศิลปโรโคโคแบบเยอรมนีจะใช้กันมากในการสร้างโบสถ์ สำนักสงฆ์ (monasteries) และวัง ในสมัยพระเจ้าฟรีดริชมหาราช แห่ง ปรัสเซีย ศิลปินแห่งราชสำนักปรัสเซียก็เริ่มสร้างลักษณะโรโคโคที่เป็นของตนเองที่ เรียกกันว่าโรโคโคแบบฟรีดริช (Frederician Rococo) ซึ่งมีอิทธิพลมาจากโรโคโคฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ สถาปนิกมักจะตกแต่งภายในด้วยปุยเมฆที่ทำจากปูนปั้น (stucco) ทั่วไปทั้งห้อง พอถึงปลายสมัยโรโคโค ศิลปะแบบนี้ก็เริ่มเป็นที่นิยมกันทางเหนือและใต้สุดของประเทศอิตาลี ฟรานเซสโก บอโรมินิ (Francesco Borromini) และ กัวริโน กัวรินี (Guarino Guarini) ใช้โรโคโคที่เมืองตูริน เวนิส เนเปิล และ ซิซิลี แต่ทางบริเวณทัสเคนี และ โรม จะไม่นิยมโรโคโค และยังยึดอยู่กับศิลปะแบบบาโรค โรโคโคที่ประเทศอังกฤษมักจะเรียกกันว่าศิลปะแบบฝรั่งเศส หรือ "รสนิยมฝรั่งเศส" ("French taste") สถาปัตยกรรมแบบโรโคโคจะไม่เป็นที่นิยม แต่โรโคโคที่นิยมกันก็คือการทำเครื่องเงิน เครื่องกระเบื้อง และไหม ธอมัส ชิพเพ็นเดล (Thomas Chippendale) ช่างออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ เปลี่ยนรูปแบบการทำเฟอร์นิเจอร์โดยการนำโรโคโคมาประยุกต์ วิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth) เป็นผู้วางรากฐานทฤษฎีของความสวยงามของโรโคโค ถึงแม้ว่าโฮการ์ธจะไม่ใช้คำว่าโรโคโคโดยตรงในหนังสือชื่อ "การวิจัยเรื่องความงาม" (Analysis of Beauty) (ค.ศ. 1753) แต่โฮการ์ธก็พูดถึงความอ่อนช้อย สละสลวยของเส้นและรูปโค้งแบบเอส (S-curves) ที่โรโคโคใช้ ซึ่งเป็นหัวใจของศิลปะโรโคโค และเป็นสิ่งที่ทำให้โรโคโคมีความอ่อนช้อยสวยงาม และทำให้แตกต่างจากศิลปะสมัยคลาสสิคซิสม์ (Classicism ซึ่งเป็นศิลปะสมัยที่หันกลับไปนิยมเลียนแบบศิลปะแบบกรีกและโรมัน) ที่จะขึงขังเพราะการใช้เส้นตรงหรือวงกลมเป็นหลัก ศิลปโรโคโคเริ่มวิวัฒนาการขึ้นในขณะเดียวกับที่มีการฟื้นตัวกลับมานิยม สถาปัตยกรรมแบบโกธิค ("สมัยฟื้นฟูกอธิค" (Gothic Revival)) เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ครับอ่านแล้วค่อนข้างจะหนักไปทางประวัติศาสตร์บ้างพอสมควร แต่ก็เชื่อว่าบางท่านสนใจและเป็นความหลากหลายที่ได้ความรู้ติดตัวไปบ้างจาก คอลัมน์นี้ นอกเหนือไปจากตกแต่งเท่านั้นครับ
เข้าชม : 3451 ครั้ง
ที่มา : รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์

แต่งที่ว่างในบ้านให้ดูไม่ธรรมดา...


แต่งที่ว่างในบ้านให้ดูไม่ธรรมดา...
โดย : นิตยสาร Living etc
Share |
เราอยากแต่งบ้านให้มีบุคลิก บ่งบอกความเป็นตัวตนของเรา แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมี ‘หัว’ ในการตกแต่งฝังอยู่ชนิดงัดออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ย่อมได้ใช่ไหมล่ะ...
แล้วบ่อยครั้งที่เราต้องเจอกับปัญหาข้อจำกัด บางประการของสถานที่ แต่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในแฟลตที่สร้างมานานเนิ่น อยู่ในทาวน์เฮ้าส์แบบโบราณ หรืออยู่บ้านกล่องสี่เหลี่ยมอันว่างเปล่า แบบสมัยใหม่ ก็ใช่ว่าจะต้องไร้แรงบันดาลใจเสมอไป มันขึ้นอยู่กับว่า คุณตกแต่งภายในให้สมดุล สร้างชีวิตชีวาให้มันได้อย่างไรต่างหาก สลัดความกังวลทิ้ง ทำใจให้สนุกกับการตกแต่ง แล้วลองดูกลเม็ด ในการตกแต่งอันชาญฉลาดที่เรานำมาเสนอ เพื่อจัดการกับพื้นที่ว่าง สี ขนาด และแสง สร้างสรรค์ห้องให้สวยใหม่น่าทึ่ง ฉันควรจะแต่งห้องกว้าง ๆ ที่แสนเรียบอย่างไรดี ? หันมาให้ความสำคัญกับรูปทรงของข้าวของที่ใช้ตกแต่ง โดยหลีกเลี่ยงพวกที่มีเส้น สายแข็งๆ ติดผ้าม่านสีพื้นที่มีลายในตัว โดยให้ม่านที่มีความยาวจรดพื้นเป็นตัวกั้น แบ่งพื้นที่เปิดโล่ง แล้วจัดวางเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เก๋เหมือนงานประติมากรรมสีสด ปูพรมขนนุ่มเพื่อให้ได้สัมผัสที่ดูหรูหรา ( พรมขนสั้นสีพื้นสามารถสั่งสีตามขนาดพื้นที่ที่ต้องการได้ที่ ไทปิง โซฟารูปทรงเก๋ชื่อ Back to Back จากการออกแบบของ Nigel Coates ที่ทำให้กับแบรนด์ Fratelli Boffi หาผ้าไหมหลากสีสวยสำหรับทำผ้าม่านได้ที่ Jim Thompson ) ฉันจะบดบังทัศนียภาพที่ไม่น่าดูอย่างไรดี โดยที่ไม่ทำให้ตรงนั้นอับแสงไปด้วย ? ใช้ฉากไม้แกะสลักแบบโปร่งตาติดบนหน้าต่าง หรือเป็นฉากกั้นพื้นที่ใช้สอยส่วนตัว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้แสงส่องลอดผ่านมาได้ แต่ยังทำให้เกิดเงาที่สวยงามอีกด้วย เพื่อให้ฉากไม้ แกะสลักนี้ดูโดดเด่นก็ทาทับด้วยสีสดร้อนแรง หรือถ้าต้องการลุคที่ดูสบายตาก็เลือกเฉดสีอ่อนแทน ( ร้านไม้ย่านบางโพธิ์หลายร้านรับสั่งทำฉากไม้ฉลุ ตามต้องการ หาวอลล์เปเปอร์ลายคล้ายในภาพนี้ได้ที่ Goodrich ตู้เก็บของแบบคล้ายในภาพนี้หาได้ที่ Classic Chair Company ) ฉันจะเพิ่มมิติให้กับห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีเพดานเตี้ยได้อย่างไรบ้าง ? ติดกระจกเงาไร้กรอบรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวไปตามผนังห้องที่ทาสีสด เพื่อเป็นการดึงความสนใจออกจากเพดานเตี้ย และเพื่อเติมลูกเล่นทางสายตา ก็ติดวอลล์เปเปอร์ลายดอกไม้ที่ผนังด้านข้างที่อยู่ติดกัน แล้วจัดแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์รูปทรงเพรียวบาง
เข้าชม : 1215 ครั้ง
ที่มา : นิตยสาร Living etc

จัดสวนสวยจากคำตอบของมืออาชีพ

ศิลปะการออกแบบบ้าน
จัดสวนสวยจากคำตอบของมืออาชีพ
โดย : Vida
Share |
อยากได้สวนในฝัน แน่นอนต้องปรึกษามืออาชีพในการจัดสวนให้คุณแบบได้ดังใจ

สำหรับ คนรักการจัดสวน หากได้ลงมือทำสวนด้วยตัวเอง เชื่อว่าต้องประสบปัญหาหรือมีข้อสงสัยกันอย่างแน่นอน คอลัมน์ “เรื่องพิเศษ” จึงเชิญ “มืออาชีพ” ซึ่งคลุกคลีกับการจัดสวน เรียกว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน จะมาช่วยไขข้อข้องใจยอดฮิตต่างๆนานาเกี่ยวกับสวนและต้นไม้ ส่วนจะมีคำถามอะไรและมีใครมาตอบบ้างนั้น ขอเชิญพลิกอ่านหน้าต่อได้เลย...


คุณจักษ์ ลัดพลี
สถาปนิก อิสระผู้รักต้นไม้และธรรมชาติ เริ่มต้นจากการจัดสวนรอบๆบ้านในสไตล์ของตัวเอง จนมีผลงานผ่านตาในนิตยสารหลายฉบับ ก่อนจะเริ่มหันมารับงานจัดสวนบ้าง ด้วยไอเดียแปลกใหม่ที่ชอบนำของใกล้ตัวมาประยุกต์เข้ากับการตกแต่งที่เขา เรียกว่า “Chiconomy” หรือที่บางคนก็เรียกด้วยความชื่นชอบว่า “Junk Garden” นั่นเอง

Q : อยากออกจากบ้านมานั่งเล่นในสวน แต่รู้สึกว่าไม่มีความเป็นส่วนตัว ควรแก้ปัญหาอย่างไร
A : วิธีง่ายๆที่ผมอยากแนะนำก็คือ ปลูกต้นไม้ช่วยพรางตา นอกจากได้ความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังให้ความรู้สึกสบายตา สบายใจ เลือกปลูกได้ทั้งแบบแน่นๆและแบบไม่ทึบเกินไปนัก ต้นไม้ที่เหมาะจะปลูกเป็นกำแพงต้นไม้ทึบๆหน่อยก็พวกโมกซ้อน โมกพวง ไทรเกาหลี ไทรอินโด คริสตินา ซึ่งก็เป็นไม้ยอดฮิตทั้งนั้น หาซื้อง่าย หรือหากชอบแบบโปร่งๆ อาจเลือกใช้ไม้เมืองร้อนอย่างจั๋งจีน เฮลิโคเนีย หรือจะปลูกไม้เลื้อยพวกสายน้ำผึ้ง ศรีมาลา ให้เลื้อยบังสายตาก็ได้ครับ บางพันธุ์ยังออกดอกสวยๆให้เชยชมและให้กลิ่นหอมด้วย
สถานที่ : โครงการ blocs 77 สุขุมวิท 77


Q: เมื่อต้องแบ่งพื้นที่ของสวนด้วยกำแพงหรือผนังควรเลือกแบบไหนดี
A : หน้าที่ของกำแพงหรือผนังคือแบ่งพื้นที่ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นเราต้องพิจารณารูปแบบของสวนเสียก่อนว่า สวนของเราเป็นสวนแนวไหน สวนยุโรป สวนฟอร์มัล สวนไทย หรือสวนบาหลี ต่อมาสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือระดับความสูงของกำแพงหรือผนังที่ควรเลือกให้ เหมาะสมกับความต้องการและขนาดของพื้นที่ เพราะมีผลโดยตรงกับความรู้สึกของผู้ใช้งาน ขอยกตัวอย่างให้พอเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้
“ป้านิ้งมีที่ว่างอยู่ 200 ตารางวา อยากจัดสวน แต่ยังลังเลระหว่างสวนสไตล์ยุโรปกับสวนบาหลี จึงไปปรึกษานักออกแบบสวน และได้รับคำแนะนำว่า ให้แบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน ส่วนที่เป็นสวนยุโรปให้ปลูกไทรอินโดเพื่อเป็นกำแพงสูงระดับเหนือสายตา ช่วยบังสายตาของคนภายนอก ส่วนผนังที่แบ่งพื้นที่ด้านในของสวนทั้งสองรูปแบบใช้การเรียงอิฐดินเผาแบบ บาหลี สูง 1 เมตร (ลองดูภาพประกอบตามด้วยนะครับ) ทั้งนี้กำแพงหรือผนังแบ่งพื้นที่อาจเลือกใช้ได้ทั้งงานโครงสร้างและต้นไม้ ขึ้นอยู่กับว่าสวนของคุณเป็นสไตล์ไหน ลองเลือกให้เหมาะสมกับสไตล์และรูปแบบการใช้งาน”


Q : สนามหญ้าที่บ้านโทรมมาก มีวัชพืชขึ้นเต็ม อยากปรับปรุงใหม่ ควรเตรียมพื้นที่หรือดินอย่างไร
A : การเตรียมพื้นที่และดินสำหรับปลูกหญ้าควรยึดหลักเดียวกับการปลูกต้นไม้โดย ทั่วไป กล่าวคือต้องเตรียมดินให้โปร่ง มีการระบายน้ำดี อย่าให้มีแอ่งน้ำ อากาศถ่ายเทได้สะดวก ขุดเก็บต้น หัว เหง้า และรากของวัชพืชออกให้หมด (โดยเฉพาะหญ้าแห้วหมูซึ่งกำจัดยากมาก) เติมปุ๋ยอินทรีย์ในปริมาณที่เพียงพอ ผสมรวมไปกับดิน ปรับพื้น หรือเนินตามต้องการ แต่ต้องคำนึงถึงการระบายน้ำที่ผิวดินว่าควรไหลลงในตำแหน่งที่มีท่อระบายน้ำ เพื่อป้องกันการท่วมขังซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้สนามหญ้าตาย จากนั้นเททรายขี้เป็ดที่ผิวหน้าดิน วางหญ้าแผ่นเพื่อปลูกและบดอัดให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ก็น่าจะได้สนามหญ้าใหม่ที่ดูเขียวสดแล้วครับ
สถานที่ : บ้านครอบครัวโอสถาพันธ์

Q : การเลือกซื้อหญ้าแผ่นมาปลูกมีข้อสังเกตอะไรบ้าง
A : แผ่นหญ้าที่สุขภาพดีต้องมีสีเขียวสด ไม่เหลือง แห้ง และไม่มีวัชพืชติดมาด้วย ให้สังเกตที่ใบว่าไม่มีแมลงมารบกวน ควรพลิกดูด้านล่างด้วยว่า ระบบรากเดินดี คือมีรากเดินแล้ว และดินที่ติดมากับแผ่นหญ้าไม่แห้งกรอบ

Q: ต้องตัดหญ้าบ่อยแค่ไหน
A : หลายคนอาจเคยประสบปัญหาเมื่อตัดหญ้าเสร็จใหม่ ๆ สนามหญ้ากลายเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ไม่เขียวเหมือนก่อนตัด นั่นอาจเป็นเพราะว่าคุณทิ้งช่วงการตัดหญ้านานเกินไป อย่างเช่นเดือนละครั้ง เมื่อตัดแล้วสนามหญ้าจะดูกระดำกระด่าง มองแล้วไม่เจริญหูเจริญตา เพราะหญ้าที่ยาวเกินไปเมื่อถูกตัดส่วนที่เป็นใบอ่อนสีเขียวๆไปแล้ว จะเหลือแต่กิ่งก้านสีน้ำตาล เมื่อมองโดยรวมจึงเห็นสนามเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเป็นหย่อมๆ ผมขอบอกเลยว่าหญ้ายิ่งตัดบ่อยยิ่งดีครับ อย่างน้อยไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เกิน 2 สัปดาห์ สนามหญ้าที่ตัดบ่อยจะมีสีเขียวสด เพราะหญ้าแตกใบอ่อนอยู่เรื่อยๆ กล่าวคือหญ้าจะเจริญเติบโตออกด้านข้างแทนด้านสูง หญ้าจึงแน่นแต่ไม่ยาว

ชนิดของหญ้าที่ต่างกัน ความสูงและระยะเวลาในการตัดก็จะแตกต่างกันด้วย เช่น
- หญ้าญี่ปุ่นและหญ้าเบอร์มิวดาทิฟกรีน จะตัดสูงประมาณ 0.2 - 0.5 นิ้ว และตัดทุก 7-10 วัน
- หญ้านวลน้อย จะตัดสูงประมาณ 0.5 -1 นิ้ว และตัดทุก 7-14 วัน
- หญ้ามาเลเซีย จะตัดสูงประมาณ 1 - 2 นิ้ว และตัดทุก 7-14 วัน


คุณวรวิทย์ อังสุหัตถ์
สถาปนิกและอดีตที่ปรึกษาแผนกไม้ประดับและการจัดสวนของนิตยสารบ้านและสวน ผู้ผันตัวเองมาเป็นนักออกแบบจัดสวน ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทกรีนสเกล จำกัด ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการค้นคว้าเพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ผู้ อ่าน “บ้านและสวน” จึงเกิดเป็นความชำนาญและรู้ซึ้งถึงความต้องการของเจ้าของบ้าน โดยมีแนวคิดสำคัญว่า “นอกเหนือจากความสวยงามแล้ว การออกแบบที่ดีต้องช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากสภาพพื้นที่ด้วย”

Q : การเตรียมพื้นแข็งสำหรับทำกิจกรรมต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง
A : พื้นแข็งสำหรับทำกิจกรรมในสวนควรมีขนาดตั้งแต่ 9 ตารางเมตร (ขนาด 3x3 เมตร) เพื่อใช้ตั้งโต๊ะสนาม ม้านั่ง หรือทำเป็นลานเอนกประสงค์ ซึ่งการเตรียมพื้นที่ก็มีดังนี้

ลานขนาดเล็ก หมายถึง พื้นที่โล่งที่มีขนาดตั้งแต่ 9 - 36 ตารางเมตรขึ้นไป เพียงบดอัดดินบริเวณที่จะทำลานหรือใช้ทรายผสมดินและบดอัดให้แน่น เททับด้วยทรายถมบดอีกครั้งหรือใช้หินกรวด (หินก่อสร้างที่ใช้ผสมปูนแต่มีขนาดเล็ก) เททับแล้วบดอัดลงไป จากนั้นจึงทำพื้นผิวได้ 2 วิธี คือ

1.1 เทคอนกรีตหยามเสริมเหล็กหนา 10 เซนติเมตร แล้วขัดหยาบหรือขัดมัน หรือปูวัสดุปูพื้นบนผิวหน้า
1.2 วางวัสดุปูพื้นลงไปเลย เช่น แผ่นหินธรรมชาติกะเทาะหรือตัดขอบเป็นรูปเหลี่ยมหรือรูปกลม วัสดุปูพื้นที่ผลิตจากคอนกรีตในรูปแบบต่างๆ หรือไม้หมอนรถไฟก็สามารถนำมาวางฝังดินเรียงเป็นพื้นไม้ต่อเนื่องกันเป็นลาน ปัจจุบันมีการทำไม้หมอนรถไฟเทียมซึ่งทำจากซีเมนต์ ใช้ทดแทนของจริงทำจากไม้ซึ่งหายาก


ลานขนาดใหญ่ กรณีที่เราจะต้องทำโครงสร้างรับพื้นเพื่อป้องกันการแตกร้าว ก็ควรตอกเสาเข็มไม้หรือเสาเข็มคอนกรีตแบบกลวงหน้าตัดหกเหลี่ยม ยาว 2-3 เมตร กระจายเต็มพื้นที่ทำลาน ซึ่งคนสามารตอกได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องตอก ให้ตอกเสาเข็มกระจายห่างกัน 50 เซนติเมตรต่อต้น เพื่อให้เสาเข็มทำหน้าที่รับน้ำหนักเฉลี่ยของพื้นได้อย่างทั่วถึง หากไม่ทำเช่นนี้ดินที่เราบดอัดไว้เป็นบริเวณกว้าง บางแห่งอาจมีการทรุดตัวตามธรรมชาติได้แตกต่างกัน ทำให้พื้นผิวลานทรุดตัวตามและเกิดแตกร้าวได้ขนาดตามความยาวเข็มที่ว่ามานี้ ซึ่งในเชิงปฏิบัติหากมีการคำนวณ โดยวิศวกร มักระบุให้ใช้เสาเข็มยาว 4-6 เมตร ซึ่งจะต้องใช้เครื่องตอก ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ

Q : ลักษณะของทางเดินในสวนที่นิยมทำกันมีอะไรบ้าง
A : เราแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. ทางเดินถาวรที่ก่อสร้างหรือจัดทำขึ้น ส่วนใหญ่มักเป็นพื้นคอนกรีตกรุวัสดุปูพื้นชนิดต่างๆ คล้ายกับลานกิจกรรมตามที่กล่าวมาแล้ว
2. ทางเดินปูแผ่นสำเร็จรูป ซึ่งนิยมใช้กันมาก เพราะหาซื้อและติดตั้งง่าย ควบคุมและกำหนดงบประมาณได้ ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นนำมาปูเรียงกันไปตามทิศทางที่ต้องการ มีทั้งวัสดุที่ผลิตขึ้น เช่น ซีเมนต์แผ่น และวัสดุธรรมชาติ เช่น หินทรายธรรมชาติ หินแกรนิต หินอ่อน และอิฐดินเผา

การเลือกซื้อแผ่นทางเดินสำเร็จรูป
ดูความแข็งแรง โดยเฉพาะงานหล่อซีเมนต์ หากผู้ผลิตไม่ใส่เหล็กตะแกรงเสริมความแข็งแรง แผ่นทางเดินมักจะเปราะและแตกหักง่าย ถ้าเป็นหินธรรมชาติให้ดูที่ความหนา หากหนาน้อยกว่า 1 นิ้ว ก็ไม่ควรเลือกใช้ สำหรับความหนาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 1.5 นิ้ว – 2.5 นิ้ว ขึ้นอยู่กับความกว้างและความยาวของแผ่นหินนั้นๆ ซึ่งมีตั้งแต่ขนาด 20x40 เซนติเมตร 30x30 เซนติเมตร 40x40 เซนติเมตร 30x60 เซนติเมตร และ 40x80 เซนติเมตร
สถานที่ : บ้านคุณศิริรัตน์ ทองมีศรี


Q : หลักการเลือกใช้ไฟในสวนมีอะไรบ้าง
A : ควรเลือกใช้ไฟในสวนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ ซึ่งมีอยู่แค่ 2 กรณีเท่านั้น คือ

1. ไฟส่องสว่างในเวลากลางคืน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
- ไฟติดผนังอาคารภายนอก มีสองแบบ คือ ไฟที่มีดวงโคมติดกับผนัง และไฟที่มีดวงโคมยื่นจากผนัง
- ไฟติดตั้งบนพื้นดิน (สนามและทางเดินต่างๆ) มีสามประเภท คือ ไฟส่องสว่างให้พื้นที่ พวกไฟเสาสูงหรือเตี้ย เพื่อส่องพื้น ในระยะต่างๆ ไฟส่องต้นไม้เพื่อให้สวนมีมิติในเวลากลางคืน และไฟฝังพื้น เพื่อสร้างความปลอดภัยในสวนในระดับที่แตกต่างกัน หรือไฟที่ฝังส่องขึ้นบนหรือส่องเพดาน ส่องไม้พุ่มไม้ยืนต้นโดยเฉพาะ
- ไฟติดตั้งในน้ำ จุดประสงค์ก็เพื่อให้เห็นน้ำและสิ่งที่อยู่ในน้ำในเวลากลางคืน ไม่ว่าเป็นสระว่ายน้ำ บ่อปลา บ่อน้ำ หรือน้ำตก ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างบรรยากาศและความสวยงามเป็นหลัก มี 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ ตัวไฟฝังอยู่ในโครงสร้างพื้นและผนังบ่อและตัวไฟติดตั้ง หรือวางที่ผนังหรือก้นบ่อโดยมีก้านสำหรับยึดติดและปรับมุมแสงได้

2. ไฟส่องตกแต่งต้นไม้เพื่อสร้างมิติและบรรยากาศของสวน เช่น ไฟที่ส่องให้เห็นรูปทรงของวัตถุ (Silhouette Lighting) ควรติดตั้งไว้ด้านหลังของวัตถุ หรือไฟที่ทำให้เกิดแสงเงา (Shadow Lighting) ควรติดตั้งไว้ด้านหน้าของวัตถุ หรือไฟที่ทำให้เกิดแสงเงาของกิ่ง ก้าน ใบต้นไม้บนพื้น จะติดตั้งบนต้นไม้เพื่อส่องลงด้านล่าง (Down Lighting) ส่วนไฟที่ทำให้เกิดแสงสว่างตามจุดที่ต้องการบนต้นไม้ จะติดตั้งไว้บริเวณด้านล่างโดยส่องขึ้นด้านบน (Up Lighting)
สถานที่ : Bensley Design Studios

Q : จะโรยกรวดในสวน หรือจะจัดสวนกรวด ควรเริ่มต้นจากอะไร
A : การจัดสวนกรวดอาจทำได้สองวิธี คือ โรยเพื่อแก้ปัญหาการปลูกหญ้าไม่ขึ้น หรือไม่ต้องการหญ้าในสวน เพื่อให้ดูแลรักษาง่าย และการตั้งใจจัดสวนกรวดโดยเฉพาะประเภทสวนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสวนที่กรวดและต้นไม้อยู่ด้วยกัน การเตรียมพื้นที่สำหรับจัดสวนรูปแบบนี้ ควรต้องเตรียมการเพื่อแก้ปัญหาอยู่ 2 ข้อ คือ กรวดจมและหญ้าขึ้นแทรกในพื้นกรวด

ดังนั้นก่อนจะโรยกรวดควรต้องวางตะแกรงพีวีซีตาถี่ขนาดต่อช่องมีเส้นผ่าน ศูนย์กลางประมาณ ½ เซนติเมตร มาปูทับเพื่อกันหญ้าโผล่แทรกกรวดขึ้นมาและป้องกันปัญหากรวดจมลงในดินด้วย จากนั้นจึงโรยกรวดลงไป และมีอีกหนึ่งวิธีแต่ต้องลงทุนมากกว่า คือ ถากดินออกตามพื้นที่ที่ต้องการ แล้วเทคอนกรีตหยาบลงไปเป็นพื้นรองรับกรวด จะทำให้กรวดไม่จมหายและไม่มีหญ้าแทรกขึ้นมาแน่นอน

กรวดที่ใช้โดยทั่วไปจะเเยกเป็นเบอร์ ตั้งเเต่เบอร์ 0-5 เบอร์ 0 จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร ถ้าเล็กกว่านั้นจะเรียกว่า “กรวดฝอย” และหากได้จากชายฝั่งเเม่น้ำโขง จะเรียกว่า “กรวดโขงฝอย” เบอร์ 1-5 ก็จะใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ เบอร์ละ 1 เซนติเมตร ดังนั้นกรวดเบอร์ 5 ก็มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 เซนติเมตร ขนาดที่ใหญ่กว่านั้น มักจะเป็นกรวดเเบน ว่ากันมาจากเเม่น้ำโขงเช่นกัน เเละถ้าเป็นก้อนกลมรีจะเรียกเป็นหินก้อน ใช้ตกเเต่งสวนได้ดี ขนาดที่ใช้กันอยู่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งเเต่ 7- 20 เซนติเมตร มักใช้เป็นองค์ประกอบกับหินก้อนใหญ่หรือกับหินกรวดที่เราโรยตกเเต่งพื้นที่ ไปแล้ว เพื่อให้ได้จุดเด่นเเละเน้นให้ดูเป็นธรรมชาติสวยงามขึ้น
สถานที่ : บ้านคุณวิฑูรย์-สุกัญญา นิยมธรรมกิจ


คุณสุวรรณา อริยพัฒนกุล
ผู้บริหาร In & Out Landscape บริษัทรับจัดและออกแบบภูมิทัศน์ซึ่งมีประสบการณ์มานานกว่า 28 ปี สร้างชื่อจากผลงานระดับประเทศมากมาย อาทิ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงการประชุม APEC 2003 บ้านพิษณุโลก สถานพักผ่อนเพื่อสุขภาพ ชีวาศรม ฯลฯ

Q : อยากซื้อต้นไม้มาจัดสวนที่บ้าน จะมีวิธีเลือกอย่างไรบ้าง
A : ก่อนอื่นควรหาข้อมูลหรือปรึกษาผู้มีความรู้เรื่องต้นไม้ จากนั้นก็พิจารณาเรื่องสถานที่จัดสวน เช่น หากเป็นพื้นที่ที่ได้รับแสงไม่มากนัก ควรเลือกพันธุ์ไม้ทนร่ม หากเป็นพื้นที่กลางแจ้ง ได้รับแสงแดดตลอดวัน ก็สามารถปลูกไม้ดอกได้ดี เลือกต้นไม้ที่ทนแดด สำหรับการเลือกซื้อต้นไม้ โดยทั่วไปควรพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของต้นไม้เป็นหลัก เลือกต้นที่ไม่มีร่องรอยของโรคแมลง ถ้ามีดอกให้เห็น จะทำให้แน่ใจได้ว่าเป็นชนิดที่ต้องการ เพราะบางต้นมีลักษณะของใบและลำต้นคล้ายกันมาก

อย่างไม้คลุมดิน โดยทั่วไปมักจะขายโดยบรรจุในถุงดำ ต้นไม้ชนิดนั้นๆจะต้องอยู่ในสภาพดี ไม่เหี่ยวแห้ง ลองดึงเบาๆแล้วลำต้นไม่หลุดจากถุง แสดงว่ามีรากเจริญเติบโตดี ควรเลือกต้นที่มีจำนวนกิ่งมาก ทรงพุ่มดูแน่น สวย มีใบแน่น หากมีดอก ให้เลือกถุงที่มีจำนวนดอกตูมมาก ไม้พุ่ม ต้องมีทรงพุ่มสวย แน่น สภาพสมบูรณ์ ไม่เหี่ยวแห้ง หากเป็นไม้พุ่มที่มีดอก ควรเลือกต้นที่มีดอกตูมเต็มต้น จะได้ชมดอกบานหลังจากที่ซื้อไปปลูกแล้ว ไม่มีรากโผล่จากก้นกระถางมากนัก เพราะแปลว่าต้นไม้ต้นนั้นมีขนาดโตเกินกระถาง ถึงเวลาที่ต้องย้ายกระถางแล้ว หากเป็นไม้หัวหรือมีลำต้นใต้ดิน ต้องเลือกที่กอใหญ่ มีจำนวนหัวมาก ลำต้นใหญ่ สมบูรณ์ แทงช่อดอกให้เห็น ไม้ยืนต้น ต้องมีระบบรากดี เมื่อเปิดตุ้มดินต้องพบรากแขนงยาวตรง ไม่ขดงอ หากแกะดูแล้วไม่พบรากเลย แปลว่าต้นไม้นั้นยังไม่ได้อนุบาลรากเลย ก็เปรียบเหมือนคนที่ถูกผ่าตัดแล้วยังไม่ได้เย็บแผล โอกาสที่เลือดจะไหลไม่หยุดก็มีมาก นอกจากนี้ควรเป็นต้นที่ผ่านการพักฟื้นอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 60-180 วัน มีใบแตกใหม่แล้วพอสมควร (ต้นไม้บางชนิดใช้ระยะเวลาพักพื้นเป็นปี) หากไม่แน่ใจ อาจขอให้ผู้ขายช่วยแกะวัสดุห่อตุ้มดิน เพื่อขอดูสภาพรากว่าสมบูรณ์ดีหรือไม่

-ไม้ยืนต้นควรมาจากการเพาะเมล็ด เพราะจะได้ระบบรากที่สมบูรณ์และแข็งแรง
-หลังจากขุดล้อมมาแล้ว จะนำต้นไม้มาพักในเรือนเพาะอีก 90 วันถึง 2 ปี แล้วจึงนำไปปลูกในพื้นที่ที่กำหนด
-ควรนำต้นไม้ที่จะใช้งานไปพักไว้บริเวณที่จะจัดสวนก่อน เพื่อให้ต้นไม้ได้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่
-ลดการคายน้ำของต้นไม้ใหญ่โดยใช้เพียงซาแรนห่อทรงพุ่ม วิธีนี้จะสามารถรักษาคุณภาพของทรงพุ่มเอาไว้ได้
-บำรุงด้วยฮอร์โมนเร่งราก เพื่อช่วยให้ต้นไม้แตกรากได้ดียิ่งขึ้น


Q : อยู่หมู่บ้านจัดสรร ดินที่ถมก็คุณภาพไม่ดีเลย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น จะทำอย่างไรดี
A : ดินเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินผสมที่อุดมด้วยธาตุอาหาร ประกอบด้วยหน้าดินและวัสดุปรุงดิน เช่น ขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว ปุ๋ยอินทรีย์ ใบไม้แห้ง เพื่อทำให้ดินมีความร่วนซุย อย่าคิดไปเปลี่ยนดิน แต่ควรเลือกปลูกต้นไม้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน ยกตัวอย่างเช่น
• ดินทราย หรือดินร่วนปนทราย ควรเลือกพรรณไม้ที่สามารถทนแล้งได้ดี ต้องการน้ำน้อย เช่น กระพี้จั่น แก้ว ชงโค จิกทะเล ชัยพฤกษ์ ไผ่ต่าง ๆ ปีบ พญาสัตบรรณ พะยอม มะขาม ลั่นทม ทองกวาว ทองหลางด่าง สารภี หูกระจง องุ่นทะเล เหลืองอินเดีย ขี้เหล็ก สนทะเล สนประดิพัทธ์ มะพร้าว และปาล์มชนิดต่าง ๆ
• ดินลูกรัง ควรเลือกพรรณไม้ที่ทนทาน เช่น กระถินณรงค์ ราชพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ชมพูพันธุ์ทิพย์ ประดู่ สะเดาบ้าน มะฮอกกานี และหางนกยูงฝรั่ง
• ดินเหนียว ดินเลน ควรเลือกพรรณไม้ที่ทนน้ำท่วมขังหรือชอบความชื้น เช่น กระทิง กุ่มน้ำ จิกน้ำ โสกน้ำ ตีนเป็ดฝรั่ง ขนุน สาเก หมากแดง และหลิว



Q : เพิ่งจัดสวนเสร็จ แต่ต้นไม้โทรมมาก บางต้นดูแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต เป็นเพราะอะไร
A : สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบรากที่ไม่แข็งแรง โดยเฉพาะไม้ใหญ่ที่ขุดล้อมมานั้น ระบบรากจะถูกตัดรากแก้วและรากแขนงออก เหลือแต่รากฝอยเป็นส่วนใหญ่ หากมีการขนย้ายที่ไม่ดี จะทำให้รากได้รับความกระทบกระเทือน ส่งผลให้การเจริญเติบโตของต้นไม้ต้องชะงัก นอกจากนี้อาจเป็นกล้าไม้หรือไม้ที่ขุดล้อมมาแล้วรากแก้วเกิดการงอพับ ฉะนั้นควรจัดรากแก้วก่อนปลูก โดยการตัดรากที่ขดงออยู่ด้านล่างออกไป สำหรับข้อควรคำนึงถึงเบื้องต้นในการดูแลต้นไม้หลังจัดสวน ได้แก่

ไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ก่อนการปรับระดับดิน เพราะจะประสบปัญหาดินผสมยุบตัว ทำให้เกิดปัญหาน้ำขังรากเน่าตามมา ควรกดดินให้แน่นและปลูกให้สูงกว่าระดับดิน

ควรขุดหลุมปลูกต้นไม้ให้ใหญ่และกว้างกว่าตุ้มดินเดิม เพื่อใส่ดินผสมและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปในหลุม

ควรปลูกต้นไม้ให้ถูกที่ จัดต้นไม้ที่มีนิสัยเหมือนกันอยู่ด้วยกัน เช่น เดหลีและฟิโลเดนดรอน ชอบปริมาณแสงน้อยและความชื้นมากเหมือนกัน สามารถนำมาปลูกในบริเวณเดียวกันได้

ต้องใช้อุปกรณ์สำหรับค้ำยันหรือโยงยึด เช่น ท่อนไม้ยูคาลิปตัส ไม้สน เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ไม้ต้นหรือไม้พุ่มขนาดใหญ่ หากเป็นไม้เลื้อย สิ่งสำคัญ คือ ซุ้ม รั้ว ผนัง หรือตาข่ายที่ต้องการใช้ยึดเกาะ ควรแข็งแรงพอกับการเจริญเติบโตของไม้นั้นๆ
• การรดน้ำต้นไม้ใหญ่ในระยะแรกควรรดอย่างสม่ำเสมอ ช่วงเช้าและเย็น เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้ แตกใบใหม่แล้ว จึงเปลี่ยนมารดนาน ๆ ครั้ง แต่ละครั้งต้องใช้เวลารดน้ำให้นาน เพื่อให้น้ำซึมผ่านลงไปถึงดินชั้นล่าง ๆ
• ควรรดน้ำตั้งแต่ยอดถึงโคน ต้นไม้จะได้รับความชุ่มชื้นอย่างทั่วถึง ให้เพียงพอกับความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิด แต่ต้องไม่แฉะเกินไป

ให้ปุ๋ยโดยพิจารณาสภาพและลักษณะนิสัยดิน ถ้าดินขาดธาตุอาหาร แต่มีความโปร่ง ร่วนซุยดี ควรใช้ปุ๋ยเคมีเสริมเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินอย่างรวดเร็ว ถ้าดินขาดธาตุอาหาร แต่ดินแน่น ระบายน้ำไม่ดี ควรให้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินควบคู่กับการให้ปุ๋ยเคมีไปด้วย
• การให้ปุ๋ยเคมีควรให้ตรงกับความต้องการของต้นไม้ ในปริมาณที่เพียงพอ โดยโรยรอบ ๆ โคนต้นหรือแนวชายพุ่ม ให้ห่างจากโคนต้น 10-20 เซนติเมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่ใกล้กลุ่มรากมากที่สุด

หมั่นดูแลเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช

-การขุดล้อมต้นไม้ของ In & Out Landscape จะใช้เทคโนโลยีวัสดุล้อมตุ้มดินชนิดพิเศษที่เรียกว่า “spring ring” ผลิตจาก พอลิเอทิลีน ล้อมตุ้มดินอีกชั้น วัสดุนี้มีคุณสมบัติในการระบายอากาศ ทำให้เกิดรากตรงงอกใหม่ออกมามาก เมื่อนำไปปลูกจึงแตกแขนงออกมาได้มากขึ้น รากมีความแข็งแรง

Q : อยากให้แนะนำพรรณไม้น่าปลูกในบ้าน
A :
• พรรณไม้ที่เหมาะกับการปลูกไว้ใกล้กำแพงบ้าน ให้ทั้งความสวยงามและความปลอดภัย ได้แก่ เสลา ตะแบก แปรงล้างขวด หลิวทอง ปีบ คอร์เดีย รัตมา
• พรรณไม้ที่เหมาะกับการปลูกในมุมนั่งเล่นเพื่อชมสวนควรมีกลิ่นหอม ได้แก่ แก้ว ตันหยง บุนนาค บุหงาส่าหรี จำปี จำปา
• พรรณไม้ที่เหมาะกับปลูกในบ้านที่มีพื้นที่ไม่มากนัก ควรเลือกชนิดที่มีทรงพุ่มขนาดเล็ก ได้แก่ ลั่นทม คอร์เดีย แปรงล้างขวด ราชาวดี ยี่โถ วาสนา จันทน์ผา จันทน์หอม โกสน พุดซ้อน
• พรรณไม้ที่ให้ร่มเงาและบังแดดได้ ควรเป็นต้นไม้ที่มีใบแน่น ใบไม่ร่วงมาก มีทรงพุ่มกว้าง ลำต้นสูง
หากมีเนื้อที่มากหรืออยู่ในพื้นที่โล่ง ไม้ต้นที่เหมาะสม ได้แก่ ประดู่ นนทรี จามจุรี หูกวาง กัลปพฤกษ์ มะฮอกกานี
หากอยู่ในเขตบ้านพักอาศัยหรือมีเนื้อที่ไม่มาก ไม้ต้นที่เหมาะสม ได้แก่ เสี้ยว ชงโค โมกมัน จิกน้ำ พี้จั่น สำโรง
• พรรณไม้ที่เหมาะจะปลูกเพื่อบังกำแพงแนวรั้วและทัศนียภาพที่ไม่สวยงาม เป็นการพรางสายตา ให้ความเป็นส่วนตัว ได้แก่ โมก เฮลิโคเนีย เอื้องหมายนา จั๋ง ไทรเกาหลี
• พรรณไม้ที่มีสีสันสวยงามสามารถปลูกแทนไม้ดอก ได้แก่ โกสน ดอนญ่า หมากผู้หมากเมีย สาวสันทราย เข็มสามสี เตยด่าง สับปะรดสี กล้วยแดง พลับพลึงทอง
• พรรณไม้ที่เหมาะกับผู้คนมีพื้นที่อยู่อาศัยอย่างจำกัดและมีเวลาในการดูแล รักษาน้อย สามารถนำไม้แขวนและไม้กระถางมาจัดร่วมกันเป็นสวนแนวตั้งได้ โดยทำเป็นแผงปลูกต้นไม้หรือทำโครงสำหรับวางไม้กระถาง ควรเลือกพรรณไม้ที่มีความคงทน ดูแลง่าย เช่น เดป กล้วยไม้ เคราฤๅษี พลู เฟินสไบนาง และริปซาลิส






เข้าชม : 174 ครั้ง
ที่มา : อรรถ, “ธิวลักษณ์”