วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555



การสัมมนา FuturArc FORUM2011 +Green Market Place Exhibition

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ขณะที่กำลังลุ้นว่ากรุงเทพฯจะน้ำท่วมไหม ผมได้มีโอกาสหยุดความกัลวลและวุ่นวายในงานประจำวัน เพื่อไปร่วมฟังสัมมนา Green Building ที่จัดโดยนิตรสาร FuturArc ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ด ถ.รัชดา เป็นงานสัมมนาที่จัดขึ้นทั้งวันตั้งแต่เช้าจรด5โมงครึ่ง เล่นเอาผมอยู่โรงแรมทั้งวันเลยครับ นั้นก็เพราะว่างานสัมมนานี้น่าสนใจมาก มีวิทยากรหลายท่านจากทั้งจากส่วนราชการ สถาปนิก และผู้ชำนาญทางเทคนิคจากซัพพลายเออร์งานระบบ มาร่วมแบ่งปันความรู้ประสบการณ์จากโครงการต่างๆ และทิศทางของ green architecture ในอนาคต

Green Architecture หรือ อาคารสีเขียว คืออะไร แตกต่างจากอาคารประหยัดพลังงานอย่างไรอันที่จริงแล้วเป็นคนละคอนเซ็ปกันครับ อาคารสีเขียวนั้นมีความหมายถึง อาคารที่ถูกออกแบบโดยให้ความสำคัญต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการถูกสร้างขึ้น ถูกใช้สอย และการดำรงอยู่ ต่อโลก ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวคล้อม เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้เพียงแค่ประหยัดพลังงาน แต่อาคารเขียวยังต้องคำนึงถึงบทบาทของตัวอาคารเองในด้านอื่นๆด้วย โอ้โห ทำไมมันกว้างจังเนี่ย เหตุผลที่อาคารเขียวเป็นที่พูดถึงกันมากเนื่องจากว่าสถาปัตยกรรมต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นมานั้นส่งผลกระทบต่อโลกเรานี้มากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น ความสิ้นเปลืองทรัพยากรและมลพิษที่เกิดจากการก่อสร้างขยะและน้ำเสียจากการพฤติกรรมการใช้สอยในอาคาร การบริโภคพลังงานอย่างมหาศาล หรือ การมีอยู่ของอาคารทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมทางสังคม ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมก็ตาม

ที่มาของอาคารสีเขียวก็คือ แนวความคิดของความสมดุลเพื่อความยั่งยืน กล่าวคือ ในการดำรงอยู่ของสังคมมนุษย์ตามธรรมชาตินั้นมีปัจจัยในการดำเนินชีวิตที่เราต้องคำนึงถึงอยู่สามด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวคล้อม แต่ในอดีตนั้น เราไม่เคยให้ความสมดุลกับองค์ประกอบทั้งสามด้าน แต่กลับมุ่งเน้นที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และความสุชสบายของมนุษย์ทางวัตถุมากเกินไป จนเป็นสังคมบริโภคนิยม จนทำให้เกิดการเสียสมดุลของธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อสภาพแวคล้อมของโลกอย่างใหญ่หลวง

ในอดีต การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ และสังคมโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวคล้อม ทำให้โลกขาดสมดุล

ความสมดุลของทั้งสามองค์ประกอบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ภาครัฐ(รัฐบาลเจ๊ปูนี้แหละครับ) มีนโยบายที่จะพยายามลดการใช้พลังงานภายในประเทศลง จากอัตราการใช้พลังงานเดิม ให้ได้25%ภายใน 20ปีข้างหน้า (แต่ดันสนันสนุนให้มีรถคันแรก บ้านหลังแรก แทนที่จะพัฒนาระบบขนส่งมวลชน และส่งเสริมความสุขที่แท้จริงด้วยความพอเพียง งง!)ซึ่งการส่งเสริมหลักการอาคารสีเขียวก็คงเป็นหนึ่งในนโยบายการลดการใช้พลังงานนั้นด้วย เนื่องจากว่าปัจจุบัน อัตราการใช้พลังงานในภาคครัวเรือนและธุรกิจ ในส่วนที่เป็นการใช้พลังงานภายในอาคารนั้นเป็นสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้านั้น ภาคครัวเรือนและธุรกิจรวมกันมีอัตราการใช้พลังงานถึงกว่า40%ของอัตราการใช้พลังงานทั้งหมด ซึ่งน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมเพียงเล็กน้อย ส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารสาธารณะ อาคารสำนักงานหรือห้างสรรพสินค้า พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่กว่า 50-60% ของอาคารถูกใช้ไปกับระบบปรับอากาศหรือ A/C นั้นเอง!

ความต้องการไฟฟ้าของระบบไฟฟ้า (กฟผ.)เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544

http://www.eppo.go.th/load/load-forecast/pw-fc-01.gif

กราฟนี้แสดงให้เห็นถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าของคนไทยตลอดทั้งวันโดยเริ่มจากเที่ยงคืน ซึ่งค่อนข้างต่ำ และจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ประมาณ7โมงเช้าไปตลอดทั้งวัน โดยลดต่ำลงเล็กน้อยในตอนเที่ยงวัน และจนมาลดต่ำลงอีกครั้งในเวลา 18นาฬิกาสอดคล้องกับพฤติกรรม(การใช้พลังงานในอาคาร)การทำงาน คือมีพักเที่ยงและเลิกงานตอนเย็น และกลับขึ้นไปสูงขึ้นอีกตอนหนึ่งทุ่ม จากที่คนเดินทางออกจากที่ทำงานกลับไปใช้ไฟฟ้าที่บ้าน หรือไปรับประทานมือค่ำนอกบ้านก็ตาม และการใช้ไฟฟ้าจึงจะค่อยๆลดลงจนเช้าถึงเที่ยงคืนดังนั้นเมื่อเราเข้าใจกระบวนการบริโภคพลังงานของอาคาร ก็จะสามารถลดอัตราการบริโภคลงได้(มั๊ง)

ในต่างประเทศนั้น แนวคิดอาคารสีเขียวได้เติบโต และถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในสหภาพยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สิงค์โปร ซึ่งแต่ละประเทศดังกล่าวก็ได้มีมาตราฐานของอาคารเขียวของตนเอง สำหรับประเทศไทย ซึ่งแนวความคิดนี้เพิ่มจะเริ่มแพร่หลายในช่วงไม่เกิน10ปีที่ผ่านนั้น อาคารเขียวในยุคเริ่มต้นของไทยส่วนใหญ่จึงได้ถือเอามาตราฐาน LEED ของอเมริกาเป็นหลัก แต่หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก็ได้เร่งเห็นถึงความไม่เหมาะสมของLEEDต่อการนำมาใช้กับอาคารของเรา เนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่างเช่น การกำหนดมาตราของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างซึ่งทำให้เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ภูมิความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งกฎเกณฑ์และระเบียบในการตัดสินและอนุมัติต่างๆก็ทำให้เราต้องพึงพาเขา และไม่ได้หลักการของอาคารเขียวของอเมริกาเองก็มิได้สอดคล้องกับสถาพสังคมและการใช้ชีวิตของเราคนไทยในทุกๆเรื่องในปี 2552 สมาคมสถาปนิกสยาม และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยจึงได้ร่วมกันก่อตั้ง ”สถาบันอาคารเขียว” หรือ TGBI (http://www.tgbi.or.th/index.php) ขื้นเพื่อพัฒนาความรู้และจัดทำมาตรฐานอาคารเขียวของไทยขึ้นมาใช้เอง

โดยเมื่อต้นปี2553 ทาง TGBI ก็ได้ออกเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวคล้อมสำหรับอาคารขึ้น โดยเรียกสั้นๆว่า Trees( Thai’s Rating of Energy and Environmentak Sustainability) โดยหลักการแล้ว Trees จะเป็นการประเมินผลอาคารโดยคำนึงถึงองค์ประกอบ 7 ด้าน คือ

1. การบริหารจัดการและการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เกิดเป็นอาคารเขียวรวมถึงการติดตามผล

2. การวางผังอาคาร ผังบริเวณและภูมิทัศน์โดยรอบอาคาร

3. การบริหารจัดการน้ำ และการประหยัดการใช้น้ำของอาคาร

4. ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ

5. ทรัพยากรที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารการเลือกใช้วัสดุอย่างเหมาะสม และการจัดการขยะจากการก่อสร้าง

6. คุณภาพของสถาวะแวดล้อมภายในอาคาร

7. การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวคล้อม ทั้งในการก่อสร้าง และการใช้สอยอาคาร

ดูรายละเอียดครบถ้วนได้ที่ (http://www.tgbi.or.th/files/trees/2010-04-02-TreesRating_0.pdf)

โดยรวมแล้ว TREES ก็ครอบคลุมทุกๆด้านที่อาคารจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวคล้อมและทุกมิติเวลาตั้งแต่ที่มาของอาคารการเริ่มต้นก่อสร้าง ตลอดจนการใช้สอยและคงอยู่ของอาคาร เท่าที่ความรู้ความเข้าใจของมนุษย์เราที่จะคิดออกในตอนนี้แล้วนะ (ไม่แน่ ในอนาคตความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น ก็คงจะมีแง่มุมที่เราอาจจะยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่เป็นประเด็นสำคัญเพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้)

อาคารเขียวนั้นเป็นเรื่องที่ดีมากๆที่เราทุกๆคนล้วงแต่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมไม่ได้หมายถึงแค่สถาปนิก หรือนักออกแบบนะ แต่ทุกๆคนที่ต้องใช้สอยอาคารนั้นมีความสำคัญทั้งนั้น ไม่จำเป็นว่าอาคารที่เราใช้สอยอยู่นี้ต้องอาคารสีเขียวแล้วเราจึงจะมีส่วนได้ หากแต่ถ้าเรามีความรู้ในเรื่องหลักการอาคารเขียวนี้ เราก็สามารถที่จะช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวคล้อมได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้เกิดประโยชน์ เช่น การประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าและการใช้น้ำ การช่วยกันแยกขยะ การช่วยกันสอดส่องดูแลอาคารให้ไม่เกิดการใช้พลังงานอย่างสูญปล่าว หรือแม้แต่การถอดหลอดไฟมาทำความสะอาดเพื่อให้ได้แสงสว่างเต็มที่ก็ตาม และยังสามารถช่วยกันส่งเสริมให้สังคมเกิดความตระหนักในคุณค่าของการรักษ์โลกอีกด้วย ถ้าเราไม่ช่วยกันแล้วใครหละจะช่วยเราหละครับ

ขอขอบคุณ

BCI Asia construction information Co.Ltd.,

Suite 64 ,6 th Floor,Lumpini 1 Building 239/2 Sarasin Road,Lumpini Pathumwan,Bangkok 10330,Thailand Tel:(+662) 651 8600; Fax: (+662) 651-8606

ที่ได้สนับสนุนให้เกิดการสัมมนาดีๆครั้งนี้

และขอบคุณ

คุณ วิญญู วานิชศิริโรจน์

Executive Vice President Design 103 International Ltd.

ดร. ณรงค์วิทย์ อารีมิตร

Architect and Energy Specialist Architect 49 Co.,Ltd

คุณ ปิติ ศาสตรวาหา

Managing Director

Design 507 (Thailand) Co.,Ltd

คุณ ศิรินทร วงษ์เสาวศุภ

Director,Energy Efficiency Promotion for People and Business

Bureau of Energy Efficiency Promotion,Department of Alternative Energy Development and Efficiency

ดร.ภัทรนันท์ ทักขนนท์

Deputy Dean Academic Affairs,Facuty of Architecture,Kasetsart University Director , Ecowill Design & Consult

Gregers Reimann

Associate Director & Engineer IEN Consultants, Malaysia

วิทยากรทุกท่าน ที่มาให้ความรู้ที่มีคุณค่า และสนับสนุนให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นในสังคม

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ออกแบบตกแต่งภายในสำนักงาน Office Interior Design


ออกแบบตกแต่งภายในสำนักงาน Office Interior Design

การออกแบบสำนักงานเพื่อการทำงานที่สะดวก และสามารถใช้พื้นที่สำนักงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ตลอดจนถึงการเลื่อกใช้วัสดุที่นำมาตกแต่งสำนักงานให้เข้ากับบรรยากาศการทำงาน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การกำหนดแนวความคิด รูปแบบของสำนักงานอย่างเหมาะสม สำนักงานที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือจะต้องสะท้อนจากการจัดระบบกายภาพและการบริหารการจัดการ การจัดพื้นที่ให้ใช้งานได้ดี สะท้อนการบริหารจัดการที่ดี การจัดวางพื้นที่และเครื่องเขียนทำให้การใช้สอยภายในสะดวกรวดเร็วมีผลต่อการประกอบการทางธุรกิจอย่างชัดเจนที่สุด ทุกสิ่งในพื้นที่มีผลต่อสายตากระทบจิตใจและพฤติกรรม

การออกแบบบางแนวทางช่วยกระตุ้นต่อมให้คนรู้สึกขยันขันแข็ง การออกแบบบางแนวคิดช่วยสร้างให้เกิดความรักในองค์กร การออกแบบที่สำเร็จบางชิ้นงานช่วยสร้างแรงผลักให้คนมีความคิดสร้างสรรค์


ที่มา : http://www.interiordesigna.com

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วัสดุแต่ละชนิดก็มีนิสัยเฉพาะตัว


มาทำความรู้จักกับความเป็นตัวตนของวัสดุแต่ละชิ้น ซึ่งบทความนี้จะเป็นการดีกับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์เป็นอย่างมาก เพราะว่าวัสดุเป็นสิ่งที่สำคัญของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมากๆเลยค่ะ วัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ทำให้ไม่สามารถแทนที่กันได้ทั้งหมด อีกทั้งวัสดุแต่ละประเภทยังมีเสน่ห์ต่างกัน แล้วแต่รสนิยมของเจ้าของบ้านด้วย


ไม้... เป็นวัสดุแรกๆที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง ด้วยการที่เป็นวัสดุทำมาจากธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอบอุ่น สวยงาม ทนทาน ดูแลรักษาไม่ยาก สามารถผลิตออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ดูโมเดิร์นก็ได้ หรือดูโบราณก็ดี ส่วนราคานั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความประณีต และชนิดของเนื้อไม้ที่นำมาใช้


-ไม้จริง สิ่งที่ต้องพิจารณาอันดับแรกคือ ความสวยงามของสีและลายไม้ ถ้าเป็นไม้หายาก ลายไม้จะสวยงาม แต่ก็จะแพง จากนั้นให้ดูการเข้าไม้ การทาสี การลงชะแล็ก ว่าเรียบร้อยหรือไม่ และไม้ที่ใช้ผลิตควรจะผ่านการอบแห้งก่อนด้วย เพื่อป้องกันการโก่งงอ ซึ่งจะไม่สวยและทำให้เสียหายได้ใน


-ไม้จริงผสมไม้อัด เนื่องจากปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริงทั้งหมดหายากมากขึ้น และราคาแพง เฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้จึงเป็นทางเลือกใหม่ในราคาถูกกว่า


-แผ่น MDF เป็นเยื่อไม้นำมาอัดด้วยแรงดันสูงจนยึดเกาะเป็นแผ่น มีความหนาแน่นและทนทานมาก สามารถใช้กับวัสดุตกแต่งผิวได้หลากหลาย ทั้งสีพ่น ปิดด้วยพีวีซีหรือเมลามีน หรืออาจะปิดด้วยแผ่นวีเนียร์ ซึ่งก็คือไม้จริงที่ฝานบาง ทำให้ผิวสัมผัสวัสดุดูเป็นไม้จริง แต่ไม่ต้องใช้ไม้จริงๆทั้งท่อน ทำให้ประหยัดไม้ด้วย


-แผ่นพาร์ติเคิล ลักษณะภายนอกคล้ายๆ กับแผ่น MDF แต่ความหนาแน่นของเนื้อไม้จะเป็นรอง วัสดุที่ใช้ปิดแผ่นพาร์ติเคิลนั้น มี 3 แบบด้วยกัน คือ กระดาษปิดผิว พีวีซี และเมลามีน หรืออาจปิดด้วยวีเนียร์เหมือนกับ MDF ก็ได้



หวาย-ไผ่... เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีข้อดีที่เป็นงานฝีมือ มีความปราณีตในชิ้นงานแต่ละชิ้น ที่สำคัญคือ ราคาที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ การตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ประเภทหวาย และไม้ไผ่ จะให้ความรู้สึก สบาย เป็นธรรมชาติ ถึงแม้วัสดุประเภทนี้จะให้ความรู้สึกโบราณ แต่ในปัจจุบันก็มีการพัฒนาให้มีรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น เช่นการถักหวายเป็นเส้นเล็ก ถี่มากขึ้น หรือใช้ไม่ไผ่เป็นซี่เล็กๆ การย้อมสีให้เข้มขึ้น ก็สามารถนำมาตกแต่งแบบโมเดิร์นได้ แต่ข้อควรระวังของวัสดุประเภทนี้คือ จะมีฝุ่นเกาะตามซอกรอยสานหวาย หรือร่องไม้ไผ่ได้ ต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดอย่างดีค่ะ



หนัง... เป็นวัสดุที่ดูหรูหรา ให้ผิวสัมผัสนุ่มนวลโดยเฉพาะถ้าเป็นหนังแท้ จึงนำมาทำวัสดุบุเฟอร์นิเจอร์เช่น โซฟา อาร์มแชร์ เก้าอี้ จนในปัจจุบันมีการดัดแปลงมาบุเตียง หรือผิวโต๊ะ เพื่อเพิ่มความหรูหรามากขึ้น การเลือกซื้อ ถ้าเป็นพวกโซฟา อาร์มแชร์ก็ต้องลองนั่ง เพื่อทดสอบความแข็งแรงของตัวโครงไม้ด้วย จากนั้นก็ดูว่าเป็นหนังแท้หรือหนังเทียม ซึ่งแน่นอนว่าหนังแท้ก็จะมีราคาสูงกว่า แต่มีลวดลายสวยงามและความทนทานมากกว่า การดูแลรักษาหนังต้องใช้ขี้ผึ้งหรือน้ำยาทำความสะอาดทุกๆ 4-5 เดือน ถ้าเปื้อนต้องรีบใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ถ้าทิ้งไว้นานจะเช็ดออกยาก

ผ้า... เป็นวัสดุที่นิยมใช้บุเฟอร์นิเจอร์เช่นเดียวกับหนัง โดยมีข้อดีที่สำคัญคือ มีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ค่ะ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าค็อตตอน หรือผ้าไหม ทั้งยังมีสีและลวดลายให้เลือกเยอะ มีความอ่อนนุ่มในสัมผัส เหมาะสำหรับการตกแต่งบ้านในทุกรูปแบบ ส่วนเรื่องราคาก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก เช่น ชนิดของผ้า เนื้อผ้า ไปจนถึงแบรนด์เนมด้วย แต่ข้อเสียคือเปรอะเปื้อนได้ง่ายและอาจไม่ทนทานมากนัก ในการเลือกซื้อจึงต้องคำนึงถึงการดูแลรักษาด้วยนะคะ

โลหะและกระจก... เหมาะกับการตกแต่งบ้านในสไตล์โมเดิร์นหรือคอนเทมโพลารี ส่วนบ้านที่ตกแต่งในแนวธรรมชาติก็สามารถใช้ได้ แต่ต้องดูรูปทรง ลวดลาย และการออกแบบด้วย อาจใช้วัสดุเหล็กสไตล์แอนตีคที่เน้นเครื่องทองเหลือง ทองแดง ก็ทำให้ดูกลมกลืนได้ โลหะมีข้อดีคือความแข็งแรงทนทาน แต่ข้อเสียคือน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบาก และอาจเป็นสนิมส่วนแก้วหรือกระจกนั้น สามารถใช้เสริมในเฟอร์นิเจอร์ได้เหมาะกับพวกโต๊ะกลาง หรือโต๊ะข้าง ไม่สามารถรับน้ำหนักได้มาก การเคลื่อนย้ายลำบาก เสี่ยงต่อการแตกหัก ชำรุดได้ ควรเลือกใช้กระจกลามิเนตหรือกระจกนิรภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในบ้าน




พลาสติก... ด้วยรูปทรงและดีไซน์ที่มีความหลากหลายที่สุด จึงเป็นที่นิยมในการตกแต่งบ้านสมัยใหม่ แต่ส่วนใหญ่ที่ทำออกมาจะเป็นโต๊ะและเก้าอี้เท่านั้น เพราะเป็นวัสดุที่มีความบอบบาง ไม่สามารถรับน้ำหนักได้มาก เฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้อาจจะเป็นพลาสติกล้วนๆ หรือมีวัสดุอื่นๆ เช่น สแตนเลส หรือเหล็กมาเสริมความแข็งแกร่งก็ได้ ข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้คือน้ำหนักเบา จึงเคลื่อนย้ายได้ง่าย ไม่ซึมน้ำ ทำความสะอาดได้ง่าย ส่วนข้อเสียก็คือ ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่ทนต่อความร้อน แต่ในปัจจุบันมีการผลิตพลาสติกคุณภาพสูงมากได้ ทนความร้อนมากขึ้น สามารถใช้งานกลางแจ้งได้นานการเลือกเฟอร์นิเจอร์เป็นขั้นตอนสุดสนุกในการแต่งบ้านเลยนะคะ แต่ถ้าใครยังปวดหัวกับการเลือกซื้อด้วยข้อจำกัดที่ไม่ลงตัวกับความต้องการซักที ขอบอกไว้ก่อนเลยค่ะว่าวัสดุแต่ละชนิดต้องมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันอยู่แล้วค่ะ ขอเพียงรู้ถึงนิสัยของวัสดุแต่ละชนิดก็จะสามารถซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เข้ากับตัวเราได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ


ที่มา : http://www.forfur.com/blog/detail/374/หลักการเลือกเฟอร์นิเจอร์ด้วยวัสดุ


บ้านเล็กในเมืองใหญ่

ทุกวันนี้ จะเห็นคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าโผล่กันขึ้นมาเต็มไปหมด ใครๆก็อยากอยู่ใกล้รถไฟฟ้า เพราะมีข้อดีหลายอย่าง เดินทางก็สะดวก หาของกินก็ง่าย ไปไหนมาไหนก็ใช้เวลาไม่มาก ไปทำงานก็ไม่ต้องตื่นแต่เช้า กลับบ้านมืดค่ำก็ไม่น่ากลัว ชีวิตดูมีสีสัน รื่นรมย์น่าดู แต่การอยู่คอนโด หรือบ้านในเมืองก็มีข้อจำกัด และมีสิ่งท้าทายความคิดสร้างสรรค์ในการตกแต่งอยู่มากทีเดียว..นั่นคือเรื่องขนาดของพื้นที่ที่มีจำกัด เราจะไปดูกันค่ะว่าวิธีตกแต่งแบบไหนช่วยแก้ไขพื้นที่เล็กได้บ้าง



1. Keep It Simple กฏข้อที่หนึ่งใช้ความเรียบง่ายค่ะ อย่าพยายามเอาสิ่งของที่มีหลากหลายสไตล์ และดีไซน์มาไว้รวมๆกัน มันจะทำให้พื้นที่ยิ่งดูเล็ก และดูรกมากกว่าจะดูดีนะคะ ดังนั้นยึดหลักความเรียบง่ายไว้ค่ะดีที่สุด ตกแต่งให้เรียบง่ายเข้าไว้





2. Maximizing Storage Space พยายามเพิ่มพื้นที่จัดวาง จัดเก็บของเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งให้ได้มากที่สุด ที่ๆจะหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งแนวนี้ได้ดีแห่งหนึ่งก็คือ ikea คงเพราะบ้านในยุโรปจะมีขนาดเล็กและต้องใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด สามารถเก็บของได้มากที่สุด ซึ่งเร็วๆนี้ ikeaก็จะกำลังจะมาเปิดในเมืองไทย หวังว่าจะมีเฟอร์นิเจอร์แนวๆนี้มาเยอะๆ เพราะบ้านคนไทยก็เล็กเหมือนกัน ^ ^



3. Playing with Color สีมีความสำคัญอย่างมากในการกำหนด Look & Feel ของห้อง และมีความสำคัญมากสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก ใช้สีที่สว่าง จะทำให้พื้นที่ดูกว้าง และโล่งขึ้น ขณะที่สีมืดๆจะทำให้เหมือนอยู่ในถ้ำ ทำให้ดูเล็กและอึดอัด


4. Working within Limitations บ้านในเมืองส่วนใหญ่มักเป็นบ้านให้เช่าจึงมีข้อจำกัดไม่สามารถทำอะไรกับโครงสร้างได้ สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือเล่นกับฝาผนัง ไม่ว่าจะเป็นภาพ หรือเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งแขวนผนังต่างๆ ก็จะทำให้ห้องดูสวยงามมีดีไซน์ และได้ประโยชน์ใช้สอย มากขึ้น การใช้ที่กั้นห้องก็สามารถแบ่งพื้นที่ได้โดยไม่ต้องไปต่อเติมผนังห้อง อย่ายอมแพ้กับข้อจำกัดค่ะ..ทุกอย่างมีทางออก



5. Making Lighting Work for you ใช้แสงสว่างให้เป็นประโยชน์ในการตกแต่ง…อย่าปล่อยให้ห้องมืดทึบเด็ดขาด ใช้สีที่อ่อนและสว่างจะทำให้ห้องดูมีแสงสว่างมากขึ้น นอกจากนั้นการใช้กระจกเพื่อเพิ่มแสงให้กับห้องก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอีกอย่างทำให้หัองดูมีพื้นที่มากขึ้นด้วย และถ้าเป็นไปได้ เปิดให้แสงเข้ามาได้จากด้านบนจะช่วยให้ห้องเล็กดูใหญ่ขึ้นได้มากทีเดียว ใช้ประโยชน์จากหน้าต่าง เลือกผ้าม่านสีอ่อนผ้าเนื้อบาง ได้แสงเข้ามา และทำให้ห้องดูกว้างขึ้น ไม่อึดอัด


การตกแต่งพื้นที่เล็กๆ จำเป้นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มากกว่า บวกกับคำแนะนำที่ “ใช่” คุณ ก็จะได้การตกแต่งที่ลงตัวระหว่างรูปแบบ และการใช้สอย

พาทัวร์ร้านรองเท้าดีไซน์เท่ๆกับ PUMA HOUSE @ TOKYO

หลายคนคงรู้จักกับแบรนด์เสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาชื่อดังอย่าง PUMA เป็นอย่างดีวันนี้เราเลยมาพาทุกคนทัวร์ในร้านรองเท้าดีไซน์เก๋ๆร้านนี้กัน ซึ่งร้านที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่เขต อาโอยาม่าในเมืองโตเกียวนั่นเอง ร้านนี้ออกแบบโดย NENDO ซึ่งผลงานชิ้นนี้เขาได้ออกแบบผังแบบเปิดโล่งเชื่อมถึงกันทั้งหมด ทำให้การปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดง งานอีเวนด์ รวมไปถึงการแสดงผลงานก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจ
















และแนวคิดในการออกแบบงานชิ้นนี้ก็คือการนำเอาบันไดมาประดับพันขึ้นไปรอบเสาโดยให้ใช้เป็นพื้นที่สำหรับแสดงสินค้า ซึ่งนั่นก็คือรองเท้านั่นเอง และการนำเอาบันไดมาใช้ในร้านก็สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่น รวมไปถึงบันไดนั่นยังช่วยเป็นเครื่องเตือนใจว่า การออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดในแต่ละวันก็คือการเดินขึ้นลงบันไดนั่นเอง รวมไปถึงยังสื่อได้ไปถึงที่นั่งบนอัฒจันท์ที่เป็นขั้นบันไดสูงขึ้นไปอีกด้วย และทั้งหมดก็ได้ตอกย้ำถึงความเป็น sport brand ของPuma นั่นเอง



































ที่มา : http://www.forfur.com/blog/detail/451/pumahouse